เรื่องน่ารู้
Blogs

ตรวจฮอร์โมน คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง ควรตรวจเมื่อไหร่

ตรวจฮอร์โมน คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง ควรตรวจเมื่อไหร่

นอนครบ 7–8 ชั่วโมงแต่ตื่นมาก็ยังไม่สดชื่น กินเท่าเดิมแต่กางเกงเริ่มคับ ผู้หญิงบางคนรอบเดือนเลื่อนไปมาและสิวขึ้นแนวกราม ส่วนผู้ชายบางคนเข้ายิมสม่ำเสมอแต่กล้ามเนื้อไม่ขึ้น พุงไม่ยุบ และความต้องการทางเพศลดลง หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติของวัยทำงาน แต่อาการที่ดูไม่เกี่ยวกันแบบนี้ อาจเกี่ยวกับระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป

สำหรับคนที่เริ่มสงสัยว่าควร ตรวจฮอร์โมน หรือยัง บทความนี้จะพาไปดูว่าต้องตรวจค่าอะไรบ้าง แยกตามผู้ชายและผู้หญิง ใครควรตรวจ ควรตรวจช่วงไหน และต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนเจาะเลือด

ตรวจฮอร์โมน คืออะไร เจาะเลือดครั้งเดียวรู้อะไรได้บ้าง

อาการเหนื่อยล้าเรื้อรังที่อาจเกี่ยวกับระดับฮอร์โมน

ฮอร์โมน คือสารเคมีที่ต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต รังไข่ และอัณฑะ หลั่งออกมาแล้วส่งไปตามกระแสเลือด เพื่อควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ฮอร์โมนจึงเกี่ยวข้องกับแทบทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่พลังงาน อารมณ์ การนอนหลับ การเผาผลาญ ไปจนถึงรอบเดือนและความต้องการทางเพศ

การตรวจระดับฮอร์โมน คือ การเจาะเลือดเพื่อวัดว่าฮอร์โมนแต่ละตัวอยู่ในระดับที่เหมาะกับเพศและช่วงวัยหรือไม่ จากเลือดเพียงไม่กี่หลอด แพทย์จะได้ข้อมูลหลายเรื่อง เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานช้าลงหรือเปล่า ระดับเทสโทสเตอโรนในผู้ชายต่ำกว่าเกณฑ์หรือไม่ หรือระดับฮอร์โมนเพศชายในผู้หญิงสูงผิดปกติหรือเปล่า ผลเลือดเป็นข้อมูลประกอบ แพทย์จะแปลผลร่วมกับอาการและประวัติสุขภาพ แล้วจึงวางแผนดูแลสุขภาพต่อ

นอกจากนี้ ระดับฮอร์โมนยังเปลี่ยนไปตามอายุ ฮอร์โมนเพศและฮอร์โมนอีกหลายตัวจะค่อย ๆ ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ทางเวชศาสตร์ป้องกันจึงให้ความสำคัญกับการตรวจระดับฮอร์โมนเป็นพิเศษ เพราะเป้าหมายของ longevity คือการดูแลร่างกายให้แข็งแรงและมีสุขภาพดีไปจนถึงวัยสูงอายุ แพทย์สาขานี้บางส่วนแนะนำให้ตรวจแล้วเก็บผล baseline ไว้เทียบกับการตรวจครั้งต่อไป แต่ระดับฮอร์โมนของคนคนเดียวก็ขึ้นลงตามช่วงเวลาของวันและรอบเดือนอยู่แล้ว การดูว่าระดับฮอร์โมนเปลี่ยนไปจริงหรือไม่ จึงต้องให้แพทย์เป็นผู้แปลผล

ฮอร์โมนไม่สมดุล อาการเป็นอย่างไร สัญญาณที่หลายคนมองข้าม

สัญญาณฮอร์โมนไม่สมดุลที่พบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

อาการของฮอร์โมนไม่สมดุลมักค่อย ๆ สะสม จนวันหนึ่งรู้สึกว่าร่างกายไม่เหมือนเดิม อาการที่เจอได้ทั้งสองเพศคือเหนื่อยล้าเรื้อรังแม้จะนอนพอ ตื่นกลางดึกบ่อย หงุดหงิดง่าย น้ำหนักขึ้นง่ายโดยเฉพาะที่หน้าท้อง และความต้องการทางเพศลดลง อาการเหล่านี้เกิดจากสาเหตุอื่นได้ด้วย เช่น การนอน ความเครียด หรือโรคประจำตัว ส่วนสัญญาณเฉพาะของแต่ละเพศมีดังนี้

สัญญาณฮอร์โมนไม่สมดุลในผู้หญิง

  • รอบเดือนมาไม่ปกติ มาเร็ว มาช้า หรือบางเดือนขาดหายไป
  • อาการก่อนมีประจำเดือนหนักขึ้น เช่น เจ็บคัดเต้านม ปวดท้อง หรืออารมณ์ขึ้นลงจนกระทบงาน คนที่มีอาการนี้ส่วนใหญ่มีระดับฮอร์โมนปกติ แต่ร่างกายไวต่อการขึ้นลงของฮอร์โมนในแต่ละรอบเดือนมากกว่าคนอื่น แพทย์จึงประเมินจากอาการเป็นหลัก
  • สิวขึ้นแนวกราม ผิวมัน ขนดกขึ้น หรือผมบางลง อาการกลุ่มนี้อาจเกิดจากระดับฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าปกติ ซึ่งพบบ่อยในภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS)
  • ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน หรือนอนหลับยากขึ้นหลังอายุ 40 ปี อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังเข้าสู่ช่วงก่อนวัยทอง

สัญญาณฮอร์โมนไม่สมดุลในผู้ชาย

  • เรี่ยวแรงลดลง ออกกำลังกายเท่าเดิมแต่กล้ามเนื้อไม่ขึ้น และฟื้นตัวช้ากว่าที่เคย อาการนี้มักเริ่มชัดขึ้นหลังอายุ 35–40 ปี
  • ไขมันสะสมที่หน้าท้องมากขึ้นทั้งที่กินและออกกำลังกายเหมือนเดิม ทั้งนี้ไขมันที่สะสมมากขึ้นก็ทำให้ระดับเทสโทสเตอโรนลดลงได้อีกทางหนึ่ง
  • ความต้องการทางเพศลดลง อวัยวะเพศแข็งตัวไม่เต็มที่ หรือตื่นเช้ามาไม่มีอาการแข็งตัวเหมือนเคย
  • อารมณ์ดิ่ง ขาดแรงจูงใจ และหงุดหงิดง่ายกว่าเดิม อาการกลุ่มนี้อาจเกี่ยวกับระดับเทสโทสเตอโรนที่ลดลง แต่แพทย์ต้องประเมินภาวะซึมเศร้าร่วมด้วยเสมอ

ตรวจฮอร์โมนต้องตรวจอะไรบ้าง ค่าที่แพทย์มักดูในผู้หญิงและผู้ชาย

หลอดตัวอย่างเลือดสำหรับตรวจระดับฮอร์โมน

ค่าฮอร์โมนที่แพทย์มักตรวจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม รายการตรวจจริงจะต่างกันไปตามเพศ อายุ และอาการของแต่ละคน

ฮอร์โมนเพศหญิงที่ควรรู้จัก

  • ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estradiol หรือ E2) เป็นฮอร์โมนเพศหญิงหลักที่รังไข่สร้างขึ้น เกี่ยวข้องกับรอบเดือน ความชุ่มชื้นของผิว มวลกระดูก ไปจนถึงอารมณ์ เมื่อเข้าใกล้วัยทอง ระดับเอสโตรเจนจะค่อย ๆ ลดลง อาการร้อนวูบวาบและนอนหลับยากจึงอาจตามมา แต่ผู้หญิงบางคนก็แทบไม่มีอาการ
  • โปรเจสเตอโรน (Progesterone) รังไข่หลั่งออกมาหลังการตกไข่ เพื่อเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน ถ้าระดับโปรเจสเตอโรนต่ำในช่วงหลังตกไข่ อาจบอกว่ารอบเดือนนั้นไม่มีการตกไข่ ซึ่งมักพบร่วมกับรอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
  • FSH และ LH เป็นฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองที่คอยกระตุ้นรังไข่ แพทย์ใช้สองค่านี้ประกอบการประเมินการทำงานของรังไข่และช่วงวัยทอง แต่ในช่วงก่อนวัยทอง ค่า FSH แกว่งมากในแต่ละรอบเดือน ผลครั้งเดียวจึงอาจออกมาปกติได้
  • AMH (Anti-Müllerian Hormone) ใช้ประเมินปริมาณไข่ที่เหลืออยู่ในรังไข่ได้ดีกว่า FSH แพทย์มักตรวจค่านี้ในผู้หญิงที่วางแผนมีบุตร
  • เทสโทสเตอโรน (Testosterone) ผู้หญิงก็มีฮอร์โมนนี้ในปริมาณน้อย แพทย์มักตรวจเมื่อสงสัยภาวะ PCOS เพราะระดับที่สูงเกินไปอาจทำให้เกิดสิว ขนดก และรอบเดือนผิดปกติ ส่วนระดับที่ต่ำ ปัจจุบันยังไม่มีเกณฑ์ชัดเจนว่าเท่าไหร่ถึงเรียกว่าต่ำ และหลักฐานที่เชื่อมกับอาการยังมีจำกัด

ตรวจฮอร์โมนชาย ดูค่าอะไรบ้าง

  • เทสโทสเตอโรน (Testosterone) หลายคนคุ้นชื่อนี้จากวงการฟิตเนส แต่ถ้าถามว่า testosterone คืออะไร พูดง่าย ๆ คือฮอร์โมนเพศชายที่อัณฑะสร้างขึ้นเป็นหลัก ช่วยสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก คุมการสะสมไขมัน และยังเกี่ยวข้องกับความต้องการทางเพศ พลังงาน และอารมณ์ โดยทั่วไประดับเทสโทสเตอโรนจะค่อย ๆ ลดลงหลังอายุ 30–40 ปี บางคนระดับลดลงเร็วจนเข้าสู่ภาวะชายวัยทอง ถ้าผลออกมาต่ำ แพทย์มักให้เจาะเลือดช่วงเช้าซ้ำอีกอย่างน้อย 1 ครั้งเพื่อยืนยันก่อนวินิจฉัย
  • ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estradiol หรือ E2) ผู้ชายก็มีฮอร์โมนนี้เช่นกัน ถ้าระดับสูงเกินไป เช่น ในคนที่มีไขมันสะสมมาก อาจทำให้เต้านมขยายใหญ่และความต้องการทางเพศลดลง แพทย์จะตรวจค่านี้ในบางกรณี เช่น เมื่อมีอาการเต้านมโต
  • LH และ FSH เป็นฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง LH สั่งให้อัณฑะสร้างเทสโทสเตอโรน ส่วน FSH สั่งให้สร้างอสุจิ ถ้าเทสโทสเตอโรนต่ำ แพทย์จะใช้สองค่านี้ดูว่าต้นเหตุอยู่ที่อัณฑะหรือต่อมใต้สมอง
  • ค่า PSA (ค่าบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก) ค่านี้ไม่ใช่ฮอร์โมน แต่แพทย์มักตรวจก่อนเริ่มใช้เทสโทสเตอโรน หรือในผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป (45 ปีในกลุ่มเสี่ยง) ค่านี้สูงขึ้นได้จากต่อมลูกหมากโตหรืออักเสบด้วย จึงต้องให้แพทย์แปลผล

ค่าที่ควรดูทั้งผู้ชายและผู้หญิง

  • คอร์ติซอล (Cortisol) คือฮอร์โมนที่ต่อมหมวกไตหลั่งออกมาเมื่อร่างกายเผชิญความเครียด ระดับในเลือดขึ้นลงตลอดวัน และเปลี่ยนได้แม้แต่จากความตื่นเต้นตอนเจาะเลือด แพทย์จึงต้องแปลผลร่วมกับเวลาที่เจาะและอาการ
  • ดีเอชอีเอ (DHEA-S) เป็นฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตที่ร่างกายใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมนเพศ ระดับจะค่อย ๆ ลดลงตามอายุ แพทย์บางส่วนใช้ค่านี้ประกอบกับคอร์ติซอลในการประเมิน โดยหลักฐานในเรื่องนี้ยังมีจำกัด
  • ค่าการทำงานของต่อมไทรอยด์ (TSH, Free T3 และ Free T4) TSH เป็นฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองที่สั่งให้ต่อมไทรอยด์ทำงาน ส่วน Free T3 และ Free T4 คือฮอร์โมนที่ต่อมไทรอยด์สร้างขึ้นเพื่อควบคุมอัตราการเผาผลาญ ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานช้าลง อาจทำให้เหนื่อยง่าย ขี้หนาว และน้ำหนักขึ้นเล็กน้อย ถ้าทำงานมากเกินไปก็อาจใจสั่นและน้ำหนักลด บางคนที่ค่าผิดปกติเพียงเล็กน้อยก็อาจไม่มีอาการเลย หลายคนจึงไม่รู้ตัวจนกว่าจะได้ตรวจเลือด

ใครควรตรวจฮอร์โมน และควรตรวจเมื่อไหร่

กลุ่มที่แพทย์มักแนะนำให้ตรวจระดับฮอร์โมนมีดังนี้

  • วัยทำงานที่เหนื่อยล้าเรื้อรังแม้จะพักผ่อนพอ แพทย์มักเริ่มจากตรวจเลือดพื้นฐาน เช่น ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ระดับธาตุเหล็ก ระดับน้ำตาลในเลือด และการทำงานของต่อมไทรอยด์ ก่อนพิจารณาค่าฮอร์โมนตัวอื่น
  • ผู้หญิงที่รอบเดือนแปรปรวน มีสิวเรื้อรัง หรือสงสัยว่าเป็นภาวะ PCOS รวมถึงคนที่กำลังวางแผนมีบุตร แพทย์จะใช้ผลตรวจประเมินการทำงานของรังไข่และการตกไข่
  • ผู้หญิงที่เริ่มร้อนวูบวาบ นอนหลับยาก หรือรอบเดือนเปลี่ยนไปก่อนอายุ 45 ปี ผลตรวจจะเป็นข้อมูลประกอบ ส่วนผู้หญิงอายุ 45 ปีขึ้นไป แพทย์มักประเมินช่วงก่อนวัยทองจากอาการและรอบเดือนเป็นหลัก
  • ผู้ชายที่แรงถดถอย กล้ามเนื้อลดลง พุงยื่น หรือความต้องการทางเพศลดลง โดยเฉพาะหลังอายุ 40 ปี แพทย์จะใช้ผลตรวจเทสโทสเตอโรนดูว่าอาการเหล่านี้เกี่ยวกับฮอร์โมนหรือไม่
  • คนที่ใช้ฮอร์โมนอยู่หรือกำลังจะเริ่มปรับสมดุลฮอร์โมน ควรตรวจก่อนเริ่มและตรวจติดตามเป็นระยะ เพื่อให้แพทย์ปรับแผนได้เหมาะกับร่างกาย

ส่วนคนที่ยังไม่มีอาการ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าจำเป็นต้องตรวจรายการไหน เพราะการตรวจระดับฮอร์โมนเพศเป็นประจำในคนที่ไม่มีอาการ ยังเป็นแนวทางของเวชศาสตร์ป้องกันบางส่วน

ความถี่ในการตรวจขึ้นอยู่กับผลครั้งแรกและอาการ โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมิน ถ้าค่าฮอร์โมนบางตัวออกมาผิดปกติ แพทย์มักให้เจาะเลือดซ้ำเพื่อยืนยันผล และคนที่กำลังปรับสมดุลฮอร์โมนจะมีนัดตรวจถี่ขึ้นตามแผนการดูแล

เทคฮอร์โมนเองได้ไหม ทำไมต้องตรวจฮอร์โมนก่อน

บางคนเห็นการใช้ฮอร์โมน เทคฮอร์โมนจากในอินเตอร์เน็ตในราคาถูกแล้วซื้อมาใช้เองโดยไม่ได้ตรวจเลือดก่อน โดยเฉพาะในหมู่นักกีฬาเพาะกาย ซึ่งเสี่ยงกว่าที่คิด เพราะการใช้เทสโทสเตอโรนจากภายนอกยังกดการสร้างฮอร์โมนของร่างกาย จนอัณฑะสร้างอสุจิน้อยลง และอาจทำให้เลือดข้นขึ้นได้

การปรับสมดุลฮอร์โมนจึงควรเริ่มจากการตรวจค่าเลือด แล้วให้แพทย์วางแผนให้เหมาะกับแต่ละคน บางคนอาจเริ่มจากปรับการนอน อาหาร และการออกกำลังกายก่อน โดยยังไม่ต้องใช้ฮอร์โมนเลย

เตรียมตัวก่อนตรวจฮอร์โมนอย่างไร

ระดับฮอร์โมนหลายตัวเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน การนอน และสิ่งที่ทำก่อนมาตรวจ แนวทางเตรียมตัวทั่วไปมีดังนี้

  • นัดเจาะเลือดช่วงเช้า เพราะคอร์ติซอลและเทสโทสเตอโรนมีระดับสูงในช่วงเช้า ถ้าตรวจเทสโทสเตอโรน ระดับน้ำตาลในเลือด หรือระดับไขมันในเลือด อาจต้องงดอาหาร 8–12 ชั่วโมง แต่ดื่มน้ำเปล่าได้
  • นอนให้พอ และงดออกกำลังกายหนักกับแอลกอฮอล์ประมาณ 24–48 ชั่วโมงก่อนตรวจ ถ้ามีการตรวจค่า PSA ควรงดมีเพศสัมพันธ์และงดปั่นจักรยานประมาณ 48 ชั่วโมงด้วย
  • แจ้งแพทย์ถ้าใช้ยาคุมกำเนิดหรือยาฮอร์โมนอยู่ เพราะมีผลต่อค่าฮอร์โมนเพศโดยตรง
  • แจ้งอาหารเสริมที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะไบโอติน (Biotin) ในวิตามินบำรุงผมและเล็บ ซึ่งอาจทำให้ค่าไทรอยด์และฮอร์โมนบางตัวคลาดเคลื่อน ระยะเวลาที่ต้องหยุดขึ้นอยู่กับขนาดที่ใช้
  • ผู้หญิงควรนัดวันเจาะเลือดให้ตรงกับรอบเดือน โดย FSH, LH และเอสโตรเจน มักตรวจในวันที่ 2–5 ของรอบเดือน ส่วนโปรเจสเตอโรนตรวจประมาณ 7 วันก่อนประจำเดือนรอบถัดไป

ข้อปฏิบัติก่อนตรวจจะต่างกันไปตามรายการที่ตรวจ ก่อนวันนัดจึงควรสอบถามเจ้าหน้าที่ให้แน่ใจอีกครั้ง

โปรแกรมดูแลฮอร์โมนที่ S'RENE by SLC

แพทย์ให้คำปรึกษาเรื่องการตรวจฮอร์โมนที่ S'RENE by SLC

S'RENE by SLC มีโปรแกรมที่เลือกได้ตามอาการและเป้าหมายสุขภาพของแต่ละคน โดยแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกันจะแปลผลตรวจร่วมกับอาการและประวัติสุขภาพ แล้ววางแผนดูแลเป็นรายบุคคล

  • โปรแกรมตรวจระดับฮอร์โมนเพศ แยกรายการตรวจสำหรับผู้ชายและผู้หญิง มีให้เลือกหลายระดับ ตั้งแต่ชุดพื้นฐานไปจนถึงชุดที่รวมค่าการทำงานของต่อมไทรอยด์ ดีเอชอีเอ และค่าการอักเสบ
  • โปรแกรมตรวจฮอร์โมนความเครียด ตรวจระดับคอร์ติซอลและดีเอชอีเอจากต่อมหมวกไต แพทย์จะแปลผลร่วมกับเวลาที่เจาะและอาการ เหมาะกับคนที่เหนื่อยล้าเรื้อรังหรือนอนไม่หลับ และต้องการข้อมูลประกอบการประเมิน
  • โปรแกรมปรับสมดุลฮอร์โมน สำหรับผู้ที่ตรวจพบว่าฮอร์โมนไม่สมดุล แพทย์จะวางแผนปรับสมดุลตามผลเลือด อาการ และเป้าหมายสุขภาพ พร้อมนัดตรวจติดตามเป็นระยะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจฮอร์โมน

ตรวจฮอร์โมน ราคาเท่าไหร่

ค่าใช้จ่ายในการตรวจระดับฮอร์โมนขึ้นอยู่กับจำนวนและชนิดของฮอร์โมนที่ตรวจ ที่ S'RENE by SLC มีแพ็กเกจโปรแกรมให้เลือกตั้งแต่ราคา 5,900 บาท ทั้งนี้ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อเลือกรายการที่เหมาะกับร่างกายและเป้าหมายในการตรวจสุขภาพ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง LINE: @SRENEbySLC

เจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมนใช้เวลานานไหม รู้ผลกี่วัน

การเจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมนใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที เหมือนกับการเจาะเลือดตรวจสุขภาพประจำปี ส่วนผลตรวจจะออกภายในประมาณ 3-5 วันทำการ ขึ้นอยู่กับรายการที่ตรวจ

สรุป ตรวจฮอร์โมน เริ่มจากสังเกตสัญญาณเล็ก ๆ ของร่างกาย

อาการเหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ น้ำหนักขึ้น รอบเดือนแปรปรวน หรือแรงถดถอย อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่บางครั้งเกี่ยวกับระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป การตรวจเลือดช่วยให้แพทย์มีข้อมูลประกอบการประเมินร่วมกับอาการ ทั้งฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต และการทำงานของต่อมไทรอยด์ โดยผู้ชายและผู้หญิงมีรายการตรวจที่ต่างกัน

ผู้ที่เริ่มมีอาการ หรืออยากเก็บค่าพื้นฐานไว้ดูแลสุขภาพในระยะยาว ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกันที่ S'RENE by SLC

สนใจ จองคิวปรึกษาและรับบริการได้ที่ booking.slc-group.com

ติดต่อนัดหมายปรึกษาแพทย์ได้ที่:

สาขา ทองหล่อ ชั้น 4 — โทร 064 184 5237

สาขา ชาน แจ้งวัฒนะ 14 ชั้น 2 — โทร 099 807 7261

สาขา พาราไดซ์ พาร์ค ชั้น 3 — โทร 081 249 7055

สาขา เซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 6 — โทร 080 245 7669

สาขา สยาม — โทร 064 139 6390 และ 081 249 6392

LINE Official: @SRENEbySLC

จองคิวปรึกษาแพทย์ S'RENE by SLC

บทความและโปรแกรมที่เกี่ยวข้อง

สามารถติดตาม S’RENE by SLC ได้ที่