เรื่องน่ารู้
Blogs

ช่วยตัวเอง บ่อย มีผลเสียไหม? ต้องกินวิตามินหรือตรวจฮอร์โมน

ช่วยตัวเอง บ่อย ๆ แล้ว นกเขาจะไม่ขัน จริงไหม?….คำถามนี้ผู้ชายหลายคนแอบเสิร์ชตอนดึก ๆ แต่ไม่กล้าเดินไปถามใคร เพราะ ปัญหาการช่วยตัวเองบ่อยๆ อาจดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ในสายตาใครหลายคน แต่ในมุมของสุขภาพและความสัมพันธ์นั้น เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ หลายคนเริ่มกังวลเมื่อพบว่าตนเองเสพติดการช่วยตัวเองจนทำวันละหลายรอบ และเมื่อถึงเวลาเผชิญหน้ากับสถานการณ์จริงกับคนรัก กลับพบปัญหา ‘อวัยวะเพศแข็งตัวไม่เต็มที่’ จนเกิดความวิตกกังวลสะสมว่า ตนเองกำลังเผชิญกับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED) อยู่หรือไม่? 

โดยคุณหมอแมน – นพ.ศิวพล ฐิตยารักษ์ (ว.60465) แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน ที่ S’RENE by SLC ได้ให้ข้อมูลและอยากให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า ‘การ ช่วยตัวเอง ไม่ใช่ศัตรูที่ทำลายสมรรถภาพ’ แต่มันคือการทำงานที่สัมพันธ์กันระหว่างระบบประสาท เคมีในสมอง และฮอร์โมนในร่างกาย ปัญหาที่เกิดขึ้นมักไม่ได้มาจากตัวพฤติกรรมเอง แต่เกิดจาก ‘ความไม่สมดุล’ ของกลไกทางธรรมชาติ กับ ‘พฤติกรรมที่อาจผิดวิธี’ ซึ่งส่งผลต่อการตอบสนองของร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัว 

จึงต้องบอกเลยว่าการ ช่วยตัวเอง เป็นเรื่องธรรมชาติของร่างกาย และตัวมันเองก็ไม่ได้ทำให้สมรรถภาพเสื่อมอย่างที่กลัวกัน แต่ก็มีบางมุมที่ควรรู้อยู่จริง โดยเฉพาะตอนที่มัน “มากเกินไป” จนเริ่มกระทบชีวิต บทความนี้ จึงพามาทำความเข้าใจใหม่ รวมถึงกลไกการหลั่ง ครั้งนึงเราต้องเสียอะไรบ้าง และควรดูแลสุขภาพยังไง ให้ไม่กระทบต่อร่างกาย 

 

เจาะลึกการ ช่วยตัวเอง กลไกการหลั่ง 1 ครั้ง… ร่างกายสูญเสียอะไรบ้าง? 

คุณหมอแมน ได้ให้ข้อมูล และอธิบายไว้ว่า เมื่อเสร็จกิจ 1 ครั้ง ไม่ว่าจะด้วยวิธีอะไรก็ตาม ร่างกายไม่ได้เสียแค่น้ำอสุจิ หรือสเปิร์ม แต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีครั้งใหญ่ โดยแบ่งเป็น 4 เฟสสั้นๆ   

  • เฟส 1 – จุดพีค (The Dopamine Rush): ในช่วงที่ถูกกระตุ้นจนเกือบถึงจุดสุดยอด สมองจะสูบฉีด Dopamine (สารแห่งความสุขและรางวัล) ออกมาในระดับที่พุ่งทะลุเพดาน ทำให้ระบบประสาทตื่นตัวขีดสุด หัวใจเต้นแรง เลือดสูบฉีดไปที่แกนองคชาตเต็มที่ นี่คือช่วงที่ร่างกายใช้พลังงานและออกซิเจนสูงมาก  
  • เฟส 2 – สับคัตเอาต์ฉุกเฉิน (Prolactin Spike & Dopamine Crash): ่ทันทีที่คุณ ‘เสร็จกิจ’ สมองจะสับคัตเอาต์ฉุกเฉินทันที! Dopamine จะทิ้งดิ่งลงอย่างรวดเร็ว และปล่อยฮอร์โมน Prolactin ออกมามหาศาลเพื่อทำหน้าที่เป็น ‘เบรกมือ’ กดความต้องการทางเพศ (Libido) บังคับให้ร่างกายเข้าสู่โหมด Standby และง่วงนอนเพื่อพักฟื้น  
  • เฟส 3 – โหมดซ่อมแซมและอาการดิ่ง (Oxytocin & Post-Coital Tristesse): ในขณะเดียวกัน ร่างกายจะหลั่งสาร Oxytocin (สารแห่งความผูกพัน) และ Endorphins (สารระงับปวด) ออกมาเคลือบระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อที่เคยเกร็งตัวอย่างหนักคลายออก คุณจึงรู้สึกตัวเบา หมดแรง แต่สำหรับผู้ชายหลายคน การที่ Dopamine ดิ่งลงกะทันหันร่วมกับการพุ่งขึ้นของ Prolactin จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Post-Coital Tristesse (PCT) หรืออาการรู้สึกดิ่ง หวิวๆ ซึมเศร้า หรือหมดแรงจูงใจไปชั่วขณะหลังเสร็จกิจ 
  • เฟส 4 – การสูญเสีย Zinc (Zinc Depletion): ในเชิงกายภาพ น้ำอสุจิ 1 การหลั่ง จะดึงเอาแร่ธาตุสำคัญอย่าง สังกะสี (Zinc) ออกไปประมาณ 1-3 มิลลิกรัม ซึ่ง Zinc คือ “วัตถุดิบตั้งต้น” ในการสร้างฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) และสเปิร์ม ถ้าคุณหลั่งแค่วันละครั้ง ร่างกายทดแทนได้สบาย 
  •  

1 ครั้งพอทน หลายครั้งพอเลย เมื่อ “โหมเบิ้ลรอบ” จนระบบพังจากการ ช่วยตัวเอง 

อย่างที่บอกไปตอนแรกว่า ถ้าคุณหลั่งแค่วันละครั้ง ร่างกายทดแทน Zinc ได้สบาย แต่ปัญหาจะเกิดเมื่อคุณ ‘โหมทำ’ วันละ 3-4 ครั้งติดต่อกัน

 

 การฝืนร่างกายแบบนี้ จะนำไปสู่ภาวะพังทลาย 4 ระดับ 

ระดับที่ 1: ระบบสั่งการดื้อด้าน (Refractory Resistance)  

ปกติหลังหลั่ง ร่างกายต้องพัก แต่ถ้าฝืนรอบ 2-3 คุณกำลังเค้นระบบประสาทให้ทำงาน ‘สวนทาง’ กับฮอร์โมนที่สั่งให้พัก พอทำบ่อยๆ สมองจะจำว่า ‘การแข็งตัวเป็นเรื่องที่ต้องเค้นอย่างหนัก’ จนระบบรวน  

ระดับที่ 2: กระแสไฟฟ้าติดขัด (Autonomic Nervous System Fatigue)  

การแข็งตัวสั่งการโดยระบบประสาทอัตโนมัติ รอบแรกสัญญาณจะไหลลื่น แต่พอฝืนรอบถัดๆ ไป สารสื่อประสาทอย่าง Norepinephrine จะพร่อง สัญญาณที่ส่งไปหลอดเลือดน้องชายจะเริ่ม ‘กระตุก’ ผลคือ… แข็งไม่สุด หรือที่เรียกว่านกเขาไม่สู้ชั่วคราวนั่นเอง  

ระดับที่ 3: เนื้อเยื่อประท้วง (Physical Protection)  

การใช้งานซ้ำๆ ในเวลาสั้นๆ ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดและท่อปัสสาวะช้ำ เกิดภาวะบวมน้ำ (Edema) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นสุดว่าต้องหยุดพัก  

ระดับที่ 4: วงจรพลังงานชายรวน (Testosterone Crash)  

และนี่คือผลกระทบขั้นสุด… เมื่อร่างกายสูญเสีย Zinc สะสมจนผลิตฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ไม่ทัน วงจรพลังงานของคุณจะผิดเพี้ยนไปหมด จนทำให้ 

  • ความต้องการหดหาย (Low Libido): ฮอร์โมนตัวนี้คือ “เชื้อเพลิง” หลักของความแมน เมื่อเชื้อเ
    พลิงในถังเหลือน้อย ความกระสันหรือความต้องการทางเพศตามธรรมชาติก็จะลดฮวบลงตามไปด้วย 
     
  • การแข็งตัวไร้คุณภาพ (Soft Erection): Testosterone มีหน้าที่สำคัญในการกระตุ้นการผลิตสาร Nitric Oxide ซึ่งเป็นตัวสั่งให้หลอดเลือดขยายเพื่อรับเลือดเต็มที่ พอฮอร์โมนตก เลือดก็ไปเลี้ยงได้น้อยลง ส่งผลให้แข็งไม่สุด หรืออาจล่มปากอ่าวได้ง่ายๆ  

 
สรุปสั้นๆ… เมื่อคุณดึง Zinc สำรองไปใช้จนเกลี้ยง วัตถุดิบสร้างฮอร์โมนชายตกฮวบ ร่วมกับระบบประสาทที่ล้าจากการสวิงของฮอร์โมน… ทั้งหมดนี้แหละครับ คือต้นตอที่แท้จริงที่ทำให้น้องชายของคุณเริ่มล้าและไม่สู้ในอนาคตได้
 

ช่วยตัวเอง บ่อยๆ หรือหลายครั้ง มีผลเสียอะไรบ้าง? ทำให้ นกเขาไม่ขัน จริงหรือ? 

ผลเสียจากการช่วยตัวเองไม่ได้เกิดจากการทำบ่อยโดยตรง แต่มาจากการหักโหมมากกว่า เท่าที่พบได้จริงมีประมาณนี้ 

  • ระคายเคือง เจ็บ หรือช้ำ ถ้ากระตุ้นซ้ำ ๆ แรง ๆ ในเวลาสั้น ๆ ผิวบริเวณนั้นก็แดง แสบ หรือบวมได้ แต่ไม่อันตราย พอได้พักฟื้นก็ดีขึ้นเอง 
  • ความรู้สึกด้านลง พอชินกับการกระตุ้นหนัก ๆ แบบเดิม เส้นประสาทจะล้าและตอบสนองช้าลงชั่วคราว บางคนเลยรู้สึกว่าเวลาอยู่กับคู่จริง ๆ กลับไม่ฟินเท่า 
  • ภาวะดิ่งหลังเสร็จ หลังถึงจุดสุดยอด ฮอร์โมนในสมองจะสวิงเร็ว โดพามีนตกลงและโพรแลกตินพุ่งขึ้นเพื่อสั่งให้ร่างกายพัก บางคนจึงหมดแรงหรือใจหวิว ๆ ชั่วครู่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติและหายเองได้ 
  • กระทบความสัมพันธ์ พอเคยชินกับการปลดปล่อยความสุขด้วยตัวเองจนเป็นนิสัย ความอยากมีอะไรกับคู่ก็อาจลดลง 
  • อาจเสพติดจากการใช้ระบายความเครียด บางคนช่วยตัวเองเพื่อหนีความเครียดหรือความเหงา โดยไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ ตรงนี้ต่างหากที่ควรระวัง เพราะเริ่มขยับเข้าใกล้พฤติกรรมเสพติดทางใจ 

ช่วยตัวเอง แค่ไหนถึงเรียกว่ามากเกินไป 

การช่วยตัวเองกี่ครั้งถึงจะดี? ในทางการแพทย์ไม่มีตัวเลขตายตัวว่าควรจะกี่ครั้ง ไม่เกินกี่ครั้ง เพราะขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ และความต้องการของแต่ละคน  

เกณฑ์ที่ใช้ดูง่ายๆ นั่นก็คือ การฟื้นตัว ถ้าคุณทำทุกวัน แต่วันรุ่งขึ้นยังสดชื่น ไปทำงานได้ ไม่เพลีย ไม่กระทบความสัมพันธ์ นั่นคือปกติ แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ ลองถามตัวเองด้วย คีย์เวิร์ดสั้นๆ ว่าการ ช่วยตัวเอง “มันไปรบกวนชีวิตหรือยัง” ลองเช็กตัวเองตามนี้ 

  • คิดวนเวียนแต่เรื่องนี้จนไม่มีสมาธิทำงานหรือเรียน 
  • เลี่ยงการเข้าสังคมเพื่อจะได้อยู่คนเดียว 
  • รู้สึกผิดหรือกังวลทุกครั้งหลังทำ 
  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียผิดปกติ ทั้งที่พักผ่อนเพียงพอ 
  • เจ็บหรือระคายเคือง แต่ก็ยังไม่หยุด 

ถ้าเข้าข่ายหลายข้อ อาจถึงเวลาปรับความถี่ลงบ้าง ลองหากิจกรรมอื่นทำ ออกกำลังกาย หรือลดการดูสื่อกระตุ้นลง 

แล้วถ้าไม่ทำเลย จะเป็นอะไรมั้ย? ไม่ดีต่อร่างกายหรือเปล่า? 

มีงานวิจัยระดับโลกจาก Harvard ที่ตีพิมพ์ใน European Urology พบว่าผู้ชายที่หลั่งน้ำอสุจิอย่างน้อย 21 ครั้งต่อเดือน มีความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากลดลงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับผู้ที่หลั่ง 4-7 ครั้ง การหลั่งบ่อยครั้งเชื่อว่าช่วยลดการสะสมของสารก่อมะเร็งในต่อมลูกหมากลงได้    

เนื่องจากต่อมลูกหมากของเราเปรียบเสมือน ‘บ่อพักน้ำ’ ถ้าไม่มีการระบายออกอย่างสม่ำเสมอ สารคัดหลั่งและน้ำอสุจิจะตกค้าง ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง (Prostatitis) และการสะสมของผลึกแคลเซียม ซึ่งทางการแพทย์พบว่านี่คือ ‘ชนวน’ สำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก ถ้าหากไม่ได้ทำเลย ก็อาจจะเกิดอาการที่เรียกว่า ฝันเปียก ได้ตามกลไกธรรมชาติของผู้ชาย สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับพอดีนั่นเอง ไม่น้อยไป ไม่มากจนเกินไป 

ไขความเชื่อผิด ๆ ที่ผู้ชายกังวลกันมานาน เกี่ยวกับการ ช่วยตัวเอง 

ความเชื่อหลายอย่างที่เล่าต่อกันมาจนฟังดูน่ากลัว พอไปเช็กจริง ๆ กลับไม่มีหลักฐานรองรับ มาแยกทีละข้อ 

  1. ช่วยตัวเองทำให้นกเขาไม่ขัน(ED)จริงไหม? 

ไม่ใช่สาเหตุโดยตรง อาการแข็งไม่สุดตอนรัวหลายรอบติดกันเป็นแค่ช่วงพักฟื้นตามธรรมชาติ ส่วนภาวะเสื่อมสมรรถภาพจริง ๆ มักมาจากอายุ น้ำหนักเกิน เหล้า บุหรี่ นอนน้อย หรือโรคประจำตัวมากกว่า 

  1. ช่วยตัวเองบ่อยทำให้เป็นหมันหรือน้ำเชื้อหมด จริงไหม? 

ไม่จริง เพราะร่างกายผลิตอสุจิใหม่ทุกวันอยู่แล้ว วันไหนหลั่งบ่อยกว่าปกติแล้วรู้สึกน้อยลง แค่พักสักหน่อยก็กลับมาเหมือนเดิม 

  1. ช่วยตัวเองบ่อยทำให้หลั่งเร็วไหม? 

ยังไม่มีหลักฐานชัดว่าความถี่เป็นตัวการโดยตรง ในทางกลับกัน แพทย์บางรายยังใช้การฝึกลักษณะนี้ช่วยคนที่มีปัญหาหลั่งเร็วด้วยซ้ำ 

  1. ช่วยตัวเองทำให้เป็นสิวไหม? 

ไม่เกี่ยวกันโดยตรง สิวในวัยรุ่นเกิดจากฮอร์โมนเพศที่พุ่งขึ้น ซึ่งบังเอิญมาพร้อมกับช่วงที่เริ่มมีความต้องการทางเพศพอดี เลยดูเหมือนสัมพันธ์กัน 

แล้วการ ช่วยตัวเอง บ่อยๆ ควรกินวิตามินหรือตรวจฮอร์โมนไหม? 

มาถึงคำถามที่หลายคนคาใจ ช่วยตัวเองบ่อย ควรกินวิตามินไหม? ต้องดูแลอย่างไรดี 

ไม่มีวิตามินตัวไหนที่ “จำเป็น” ต้องกินเพื่อชดเชยการ ช่วยตัวเอง ดูแลพื้นฐานง่าย ๆ อย่างกินให้ครบหมู่ นอนให้พอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ได้ผลกว่ากันเยอะ ส่วนอาหารเสริมจะมีบทบาทก็ต่อเมื่อตรวจแล้วพบว่าขาดจริง ๆ เท่านั้น หรือจะเลือกทานเป็นอาหารเสริม Zinc เพื่อช่วยเสริมสุขภาพร่างกายก็ได้ 

ช่วยตัวเองบ่อย ทำให้ ฮอร์โมนพัง ไหม? 

การช่วยตัวเองในระดับปกติไม่ได้ทำให้ฮอร์โมนพัง แต่ถ้ามีอาการเรื้อรังต่อไปนี้ ก็ไม่ควรมองข้าม 

  • ความต้องการทางเพศลดลงต่อเนื่องแบบผิดปกติ 
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ทั้งที่พักผ่อนเพียงพอ 
  • อารมณ์ตก หงุดหงิดง่ายกว่าเดิม 
  • แข็งตัวไม่เต็มที่บ่อยครั้ง 

ทั้งนี้ อาการเหล่านี้ มักไม่ได้มาจากการช่วยตัวเอง แต่อาจเป็นสัญญาณของเรื่องอื่น เช่น ความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศชาย ความเครียดสะสม หรือสุขภาพโดยรวม การตรวจกับแพทย์จึงช่วยแยกได้ว่าต้นเหตุจริง ๆ คืออะไร ดีกว่าเดาเองแล้วกังวลไปเปล่า ๆ ทั้งนี้ผลการประเมินและแนวทางดูแลขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล 

ดูแลและป้องกันสุขภาพจากต้นเหตุ กับ S’RENE by SLC 

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าตัวเองมีอาการตามที่ว่ามา การเช็กให้ชัดก็ช่วยให้สบายใจได้มากกว่าการเดาเอง ที่ S’RENE by SLC แพทย์จะซักประวัติ ประเมินอาการ และใช้ผลตรวจเลือดดูสมดุลฮอร์โมนเพศชายเป็นรายบุคคล ผ่าน โปรแกรมตรวจสมดุลฮอร์โมนเพศชาย แล้ววางแนวทางดูแลที่เหมาะกับแต่ละคน 

ไม่ต้องกังวลว่าจะน่าอาย เพราะสำหรับแพทย์แล้วนี่คือเรื่องสุขภาพปกติเรื่องหนึ่ง การเข้าใจร่างกายตัวเองให้ชัด คือจุดเริ่มต้นของการดูแลที่ตรงจุดกว่าเดิม 

สนใจ จองคิวปรึกษาและรับบริการได้ที่ https://booking.slc-group.com/   

 

ติดต่อนัดหมายปรึกษาแพทย์ได้ที่:  

สาขา ทองหล่อ ชั้น 4 — โทร 064 184 5237  

สาขา ชาน แจ้งวัฒนะ 14 ชั้น 2 — โทร 099 807 7261  

สาขา พาราไดซ์ พาร์ค ชั้น 3 — โทร 081 249 7055  

สาขา เซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 6 — โทร 080 245 7669  

สาขา สยาม — โทร 064 139 6390 และ 081 249 6392  

LINE Official: @SRENEbySLC 

สามารถติดตาม S’RENE by SLC ได้ที่