เหนื่อยง่ายทั้งที่นอนเต็มอิ่ม น้ำหนักตัวขึ้นทั้งที่กินเท่าเดิม หงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อย หรือนอนไม่หลับทั้งที่ร่างกายล้า อาการแบบนี้หลายคนมักคิดว่าเป็นเพราะงานหนักหรืออายุมากขึ้น พอไปตรวจสุขภาพประจำปีก็ไม่เจออะไรผิดปกติ แล้วอาการนี้เกิดจากอะไรกันแน่
ฮอร์โมนไม่สมดุลมีอาการที่พบบ่อย คือ เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง และอารมณ์แปรปรวน ผู้หญิงมักมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ส่วนผู้ชายมักมีความต้องการทางเพศลดลง หากสงสัยว่าควรตรวจฮอร์โมนแบบไหน ให้เลือกตามอาการ ถ้ามีปัญหาเรื่องรอบเดือนหรือสุขภาพเพศ ควรตรวจระดับฮอร์โมนเพศ ถ้าน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ ถ้าเครียดสะสมจนนอนไม่หลับ ควรตรวจระดับฮอร์โมนความเครียด และหากอาการไม่ชัดเจน ควรตรวจหลายกลุ่มพร้อมกัน
อาการเหล่านี้อาจมาจาก ภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล และเป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เมื่อมีอาการต่อเนื่องจนเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน แพทย์จึงมักแนะนำให้ไปตรวจฮอร์โมน เพื่อดูว่าระดับฮอร์โมนกลุ่มใดสูงหรือต่ำเกินไป
บทความนี้จะพาไปดูสัญญาณที่สังเกตได้เอง และการตรวจระดับฮอร์โมนแต่ละแบบว่าตรวจอะไร เหมาะกับใคร มีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร
อาการแบบไหนที่ควรไปตรวจฮอร์โมน

อาการของภาวะฮอร์โมนไม่สมดุลมีความคล้ายกับอาการของภาวะอื่นหลายอย่าง เช่น ภาวะโลหิตจาง อดนอนสะสม หรือภาวะซึมเศร้า มีอาการเพียงข้อเดียวจึงยังสรุปไม่ได้ว่าเกี่ยวกับฮอร์โมน ควรสังเกตว่ามีหลายอาการเกิดร่วมกันหรือไม่ และเป็นต่อเนื่องนานแค่ไหน หากเป็นติดต่อกันนานกว่า 2–3 เดือน และพักผ่อนหรือปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่ดีขึ้น ก็ควรไปตรวจฮอร์โมน
สัญญาณที่พบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
ฮอร์โมนไทรอยด์ ฮอร์โมนความเครียด และฮอร์โมนเพศ ล้วนส่งผลต่อพลังงาน การนอน และอารมณ์ เมื่อฮอร์โมนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเสียสมดุล ผู้หญิงและผู้ชายจึงมีอาการคล้ายกัน ดังนี้
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย แม้จะนอนหลับเพียงพอแล้ว
- นอนหลับยาก หลับไม่สนิท หรือตื่นกลางดึกบ่อย
- น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง ทั้งที่กินและออกกำลังกายเหมือนเดิม
- อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หรือวิตกกังวลโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
- ขี้หนาวหรือขี้ร้อนกว่าคนรอบข้าง ใจสั่น
- ผมร่วง ผิวแห้ง
- ความต้องการทางเพศลดลง
อาการกลุ่มนี้ยังแยกไม่ได้ว่ามาจากฮอร์โมนกลุ่มใด จึงต้องดูสัญญาณเฉพาะของแต่ละเพศประกอบด้วย
สัญญาณที่มักพบในผู้หญิง
ฮอร์โมนเพศหญิงควบคุมรอบเดือนโดยตรง ผู้หญิงจึงมักสังเกตความผิดปกติได้จากประจำเดือนก่อนอาการอื่น สัญญาณที่ควรสังเกตมีดังนี้
- ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือขาดหายไปหลายเดือน
- ประจำเดือนมามากหรือน้อยกว่าที่เคย
- อาการก่อนมีประจำเดือนรุนแรงขึ้น
- สิวขึ้นซ้ำ ๆ บริเวณคางและแนวกราม หรือมีขนดกขึ้น
- ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน
- ช่องคลอดแห้ง
อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน และช่องคลอดแห้ง มักเริ่มเมื่อเข้าสู่วัยใกล้หมดประจำเดือน โดยทั่วไปคือช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป อ่านรายละเอียดของอาการกลุ่มนี้ได้ในบทความ หนาวสั่น นอนไม่หลับ ฮอร์โมนสวิง อาการแบบนี้ ‘วัยทอง’ หรือเปล่า?
สัญญาณที่มักพบในผู้ชาย
ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ในผู้ชายจะค่อย ๆ ลดลงตามอายุ โดยทั่วไปเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุ 30 ปีเป็นต้นไป อาการจึงค่อยเป็นค่อยไป จนหลายคนเข้าใจว่าเป็นความเสื่อมตามวัย สัญญาณที่ผู้ชายควรสังเกตมีดังนี้
- ความต้องการทางเพศลดลง
- อวัยวะเพศแข็งตัวไม่เต็มที่
- มวลกล้ามเนื้อและเรี่ยวแรงลดลง
- ลงพุง มีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องมากขึ้น
- อ่อนเพลีย ขาดความกระตือรือร้น
- อารมณ์หดหู่ หรือหงุดหงิดง่ายกว่าเดิม
หากมีหลายอาการร่วมกัน อาจเข้าข่ายภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย หรือที่เรียกกันว่าวัยทองในผู้ชาย
ตรวจฮอร์โมนมีกี่แบบ แต่ละแบบบอกอะไรได้บ้าง

การตรวจระดับฮอร์โมนในผู้ใหญ่โดยทั่วไปทำด้วยการเจาะเลือด บางกรณีแพทย์อาจเก็บตัวอย่างน้ำลายหรือปัสสาวะเพิ่มเติม โดยฮอร์โมนที่ตรวจกันบ่อยมี 3 กลุ่ม แบ่งตามต่อมที่สร้างฮอร์โมน คือ ฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนไทรอยด์ และฮอร์โมนความเครียดจากต่อมหมวกไต ซึ่งแต่ละกลุ่มเหมาะกับอาการต่างกัน และมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน
ตรวจฮอร์โมนเพศ ตรวจอะไรบ้าง เหมาะกับใคร
- ฮอร์โมนที่ตรวจ: ในผู้หญิง คือ เอสโตรเจนชนิดเอสตราไดออล (Estradiol หรือ E2) โปรเจสเตอโรน (Progesterone) และเทสโทสเตอโรนที่ผู้หญิงก็มีในปริมาณน้อย ในผู้ชาย คือ เทสโทสเตอโรน นอกจากนี้ แพทย์อาจตรวจค่า FSH และ LH ร่วมด้วย เพราะเป็นฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองที่กระตุ้นให้รังไข่และอัณฑะทำงาน
- เหมาะกับ: ผู้ที่มีปัญหาเรื่องรอบเดือน สุขภาพเพศ หรือมีอาการวัยทอง
- ข้อดี: ดูระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวกับรอบเดือนและสุขภาพเพศได้โดยตรง เมื่อดูค่า FSH กับ LH ประกอบ แพทย์จะแยกได้ว่าฮอร์โมนเพศต่ำเพราะรังไข่หรืออัณฑะสร้างได้น้อยลง หรือเพราะต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมนมากระตุ้นน้อยลง
- ข้อจำกัด: ระดับฮอร์โมนเพศไม่คงที่ ในผู้หญิง ระดับเอสตราไดออลและโปรเจสเตอโรนขึ้นลงตามช่วงของรอบเดือน ในผู้ชาย ระดับเทสโทสเตอโรนจะสูงช่วงเช้าแล้วค่อย ๆ ลดลงในช่วงบ่ายถึงค่ำ แพทย์จึงต้องดูผลตรวจประกอบกับช่วงของรอบเดือนหรือเวลาที่เจาะเลือด และบางครั้งอาจให้ตรวจซ้ำเพื่อยืนยันผล ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนก็มีผลต่อค่าที่ตรวจได้เช่นกัน
อ่านหน้าที่ของฮอร์โมนแต่ละชนิดเพิ่มเติมได้ในบทความ ทำความรู้จัก ฮอร์โมนเพศหญิง เช็กสัญญาณก่อนฮอร์โมนเสียสมดุล!
ตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ ตรวจอะไรบ้าง เหมาะกับใคร
- ฮอร์โมนที่ตรวจ: TSH, FT3 และ FT4 โดย TSH เป็นฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองที่กระตุ้นต่อมไทรอยด์ ส่วน FT3 และ FT4 เป็นฮอร์โมนที่ต่อมไทรอยด์สร้างขึ้น
- เหมาะกับ: ผู้ที่น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทราบสาเหตุ และมีอาการอื่นของต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติร่วมด้วย ต่อมไทรอยด์ควบคุมระบบเผาผลาญ หากทำงานต่ำ มักน้ำหนักตัวขึ้นง่าย ขี้หนาว ท้องผูก ผมร่วง และอ่อนเพลียเรื้อรัง ส่วนหากทำงานเกิน มักน้ำหนักตัวลด ขี้ร้อน และใจสั่น
- ข้อดี: แพทย์แยกได้ว่าอาการมาจากต่อมไทรอยด์หรือฮอร์โมนเพศ เพราะภาวะไทรอยด์ผิดปกติก็ทำให้อารมณ์แปรปรวน อ่อนเพลีย และประจำเดือนมาไม่ปกติได้เช่นกัน อีกทั้งระดับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่เปลี่ยนตามรอบเดือน ผู้หญิงจึงตรวจได้ทุกช่วง
- ข้อจำกัด: ผลตรวจบอกได้เฉพาะว่าต่อมไทรอยด์ทำงานปกติหรือไม่ และอาหารเสริมที่มีไบโอติน (Biotin) ขนาดสูงอาจทำให้ค่าที่ตรวจได้คลาดเคลื่อน ผู้ที่รับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อยู่จึงควรแจ้งแพทย์ก่อนตรวจ
ตรวจฮอร์โมนความเครียด ตรวจอะไรบ้าง เหมาะกับใคร
- ฮอร์โมนที่ตรวจ: คอร์ติซอล (Cortisol) และดีเอชอีเอ (DHEAs) จากต่อมหมวกไต ร่างกายหลั่งคอร์ติซอลออกมาเมื่อเครียด ปกติจะหลั่งมากในช่วงเช้าและลดลงในช่วงค่ำ ส่วนดีเอชอีเอเป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนเพศ และระดับจะลดลงตามอายุ
- เหมาะกับ: ผู้ที่เครียดสะสมมานาน นอนไม่หลับทั้งที่ร่างกายเหนื่อย อ่อนเพลียเรื้อรัง หรือมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องเพิ่มขึ้น
- ข้อดี: ช่วยให้รู้ว่าความเครียดสะสมเริ่มกระทบต่อฮอร์โมนแล้วหรือยัง
- ข้อจำกัด: ระดับคอร์ติซอลเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน การเจาะเลือดครั้งเดียวจึงรู้ได้เฉพาะระดับคอร์ติซอลในช่วงเวลานั้น การนอนในคืนก่อนตรวจและยากลุ่มสเตียรอยด์ที่ใช้อยู่ก็มีผลต่อค่าที่ตรวจได้ หากค่าที่ตรวจได้ผิดปกติ แพทย์อาจให้ตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล
อาการไม่ชัดเจน ควรเริ่มตรวจจากกลุ่มไหน
สรุปการตรวจทั้ง 3 กลุ่มได้ดังตารางนี้
| กลุ่มฮอร์โมน | อาการที่เข้าข่าย | ตรวจแล้วรู้อะไร | ข้อจำกัด |
|---|---|---|---|
| ฮอร์โมนเพศ | รอบเดือนผิดปกติ อาการวัยทอง ความต้องการทางเพศและสมรรถภาพทางเพศลดลง | ระดับฮอร์โมนเพศ และต้นเหตุที่ทำให้ฮอร์โมนเพศต่ำ เมื่อดูค่า FSH กับ LH ประกอบ | ค่าที่ตรวจได้เปลี่ยนตามช่วงของรอบเดือน เวลาที่เจาะเลือด และยาฮอร์โมนที่ใช้อยู่ |
| ฮอร์โมนไทรอยด์ | น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ขี้หนาวหรือขี้ร้อน ใจสั่น ผมร่วง | ต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำหรือทำงานเกินหรือไม่ | รู้ได้เฉพาะเรื่องต่อมไทรอยด์ และอาหารเสริมบางชนิดทำให้ค่าที่ตรวจได้คลาดเคลื่อน |
| ฮอร์โมนความเครียดจากต่อมหมวกไต | เครียดสะสม นอนไม่หลับทั้งที่เหนื่อย อ่อนเพลียเรื้อรัง | ความเครียดสะสมเริ่มกระทบต่อฮอร์โมนแล้วหรือยัง | ระดับคอร์ติซอลเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน เจาะเลือดครั้งเดียวรู้ได้เฉพาะช่วงเวลานั้น |
ผู้ที่มีอาการเข้าข่ายกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งชัดเจน เช่น ประจำเดือนขาดหาย หรือสมรรถภาพทางเพศลดลง เริ่มตรวจจากฮอร์โมนกลุ่มนั้นกลุ่มเดียวก่อนได้ รายการตรวจน้อย ผลตรวจก็ดูง่าย แต่หากผลตรวจออกมาปกติ ก็อาจต้องกลับมาตรวจระดับฮอร์โมนกลุ่มอื่นเพิ่ม
ส่วนผู้ที่มีอาการไม่ชัดเจน เช่น เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง และอารมณ์แปรปรวนร่วมกัน ควรเลือกตรวจฮอร์โมนหลายกลุ่มพร้อมกัน เพราะอาการเหล่านี้เกิดได้จากทั้งสามกลุ่ม แพทย์จะเห็นภาพรวมและแยกสาเหตุได้จากการเจาะเลือดครั้งเดียว แต่รายการตรวจและค่าใช้จ่ายก็จะมากขึ้นตามไปด้วย
เตรียมตัวก่อนตรวจฮอร์โมนอย่างไร
ก่อนตรวจควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้ค่าที่ตรวจได้ตรงกับสภาพร่างกายตามปกติ โดยทั่วไปมีข้อควรปฏิบัติดังนี้
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงในคืนก่อนตรวจ
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนตรวจ
- ไม่ต้องงดอาหาร และดื่มน้ำได้ตามปกติ เว้นแต่มีรายการตรวจอื่นที่ต้องงดอาหารร่วมด้วย เช่น ระดับน้ำตาลในเลือด
- ผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือน ควรตรวจหลังประจำเดือนหมดแล้วอย่างน้อย 7 วัน หรือตามช่วงเวลาที่แพทย์นัด
- แจ้งแพทย์เรื่องโรคประจำตัว ยา และอาหารเสริมที่ใช้อยู่ เช่น ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมนทดแทน ยากลุ่มสเตียรอยด์ หรืออาหารเสริมที่มีไบโอติน
ผู้หญิงควรจดวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายไปด้วย แพทย์จะได้ดูผลตรวจระดับฮอร์โมนเพศประกอบกับช่วงของรอบเดือน ส่วนผู้ที่มียาที่รับประทานเป็นประจำ ไม่ควรหยุดยาเองก่อนตรวจ หากไม่แน่ใจให้สอบถามแพทย์ก่อน
โปรแกรมตรวจฮอร์โมนที่ S'RENE by SLC

S'RENE by SLC มีโปรแกรมตรวจสุขภาพเพศและระดับฮอร์โมน แยกสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย อย่างละ 3 ระดับ ผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าควรตรวจฮอร์โมนในระดับไหน จะได้พูดคุยกับแพทย์ถึงอาการและการใช้ชีวิตก่อน เพื่อเลือกระดับที่เหมาะกับแต่ละคน
- ระดับที่ 1: โปรแกรม FemBalance™ สำหรับผู้หญิง และโปรแกรม TestoBalance™ สำหรับผู้ชาย ตรวจระดับฮอร์โมนเพศ ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด และระดับวิตามินดี ของผู้ชายมีการตรวจค่าบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA) เพิ่ม เหมาะกับผู้ที่มีอาการเข้าข่ายฮอร์โมนเพศเสียสมดุลชัดเจน
- ระดับที่ 2: โปรแกรม FemPlus™ และโปรแกรม TestoPlus™ ตรวจทุกรายการของระดับที่ 1 และเพิ่มการตรวจค่า FSH และ LH ฮอร์โมนไทรอยด์ ดีเอชอีเอ และระดับธาตุเหล็กในร่างกาย ของผู้ชายเพิ่มการตรวจระดับเอสตราไดออลและโปรเจสเตอโรนด้วย เหมาะกับผู้ที่มีอาการไม่ชัดเจน และยังแยกไม่ได้ว่ามาจากฮอร์โมนกลุ่มใด
- ระดับที่ 3: โปรแกรม FemLuxe™ และโปรแกรม TestoLuxe™ ตรวจทุกรายการของระดับที่ 2 และเพิ่มการตรวจค่าการอักเสบ ระดับโฮโมซิสเทอีน และค่าบ่งชี้มะเร็ง เหมาะกับผู้ที่ไม่เคยตรวจมาก่อน และอยากรู้ภาพรวมสุขภาพด้านอื่นนอกจากฮอร์โมนด้วย
ส่วนฮอร์โมนความเครียดจากต่อมหมวกไต โปรแกรมระดับที่ 2 และ 3 มีการตรวจระดับดีเอชอีเอ ผู้ที่มีอาการจากความเครียดสะสมเป็นหลักควรแจ้งแพทย์ตั้งแต่ตอนปรึกษา แพทย์จะพิจารณาปรับรายการตรวจให้เหมาะกับแต่ละคน
แพทย์ใช้ค่าบ่งชี้มะเร็งประกอบการประเมินความเสี่ยงโรคมะเร็งเท่านั้น ลำพังค่านี้ยังวินิจฉัยโรคมะเร็งไม่ได้ หากพบค่าผิดปกติ แพทย์จะแนะนำการตรวจเพิ่มเติม
เมื่อผลตรวจออก แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกันจะอ่านผลตรวจร่วมกับอาการ ประวัติสุขภาพ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต แล้ววางแผนการดูแลเฉพาะบุคคล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจฮอร์โมน
ก่อนตรวจระดับฮอร์โมน ต้องงดอาหารไหม
การตรวจระดับฮอร์โมนในโปรแกรมของ S'RENE by SLC ไม่ต้องงดอาหาร และดื่มน้ำได้ตามปกติ หากตรวจรายการอื่นร่วมด้วย เช่น ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือด อาจต้องงดอาหารตามที่เจ้าหน้าที่แจ้ง
ผู้หญิงควรตรวจระดับฮอร์โมนช่วงไหนของรอบเดือน
ผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนควรตรวจระดับฮอร์โมนหลังประจำเดือนหมดแล้วอย่างน้อย 7 วัน แพทย์อาจนัดช่วงเวลาอื่นได้ หากต้องการดูฮอร์โมนบางชนิดเป็นพิเศษ ส่วนผู้ที่หมดประจำเดือนแล้วตรวจได้ทุกช่วง
ผู้ชายควรเริ่มตรวจระดับฮอร์โมนเมื่อไร
ผู้ชายควรเริ่มตรวจระดับฮอร์โมนเมื่อมีอาการที่เข้าข่ายฮอร์โมนเพศชายต่ำต่อเนื่อง เช่น ความต้องการทางเพศลดลง อ่อนเพลีย หรือมวลกล้ามเนื้อลดลง โดยเฉพาะตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป เพราะระดับเทสโทสเตอโรนเริ่มค่อย ๆ ลดลงในช่วงวัยนี้
ผลตรวจสุขภาพประจำปีปกติ ยังต้องตรวจระดับฮอร์โมนอีกไหม
แม้ผลตรวจสุขภาพประจำปีจะปกติ ก็ยังไม่รู้ว่าฮอร์โมนสมดุลหรือไม่ เพราะรายการตรวจสุขภาพประจำปีโดยทั่วไปไม่ได้รวมการตรวจระดับฮอร์โมนไว้ด้วย หากผลตรวจสุขภาพปกติแต่ยังมีอาการอยู่ ควรตรวจระดับฮอร์โมนเพิ่ม แพทย์จะได้มีข้อมูลหาสาเหตุมากขึ้น
สรุป ตรวจฮอร์โมนแบบไหน ให้เหมาะกับอาการที่เป็น
ภาวะฮอร์โมนไม่สมดุลเกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย อาการที่สังเกตได้เอง คือ เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง อารมณ์แปรปรวน รวมถึงรอบเดือนผิดปกติในผู้หญิง และสมรรถภาพทางเพศลดลงในผู้ชาย หากเป็นต่อเนื่องนานกว่า 2–3 เดือน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกตรวจฮอร์โมนให้ตรงกับอาการ ผู้ที่มีอาการชัดเจนเริ่มตรวจจากกลุ่มฮอร์โมนเพศ ไทรอยด์ หรือฮอร์โมนความเครียด กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก่อนได้ ส่วนผู้ที่มีอาการไม่ชัดเจนควรตรวจหลายกลุ่มพร้อมกัน
สนใจปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน หรือนัดหมายเข้ารับบริการที่ S'RENE by SLC จองคิวได้ที่booking.slc-group.com หรือติดต่อสาขาที่สะดวก
- สาขา ทองหล่อ ชั้น 4 โทร 064 184 5237
- สาขา ชาน แจ้งวัฒนะ 14 ชั้น 2 โทร 099 807 7261
- สาขา พาราไดซ์ พาร์ค ชั้น 3 โทร 081 249 7055
- สาขา เซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 6 โทร 080 245 7669
- สาขา สยาม โทร 064 139 6390 และ 081 249 6392
LINE Official: @SRENEbySLC

บทความและโปรแกรมที่เกี่ยวข้อง
- ตรวจฮอร์โมน คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง ควรตรวจเมื่อไหร่
- โปรแกรมตรวจวัด ฮอร์โมนเพศ Hormones Checkup (Male/Female)
- แพ็กเกจตรวจฮอร์โมนราคาพิเศษ ตรวจเช็ก 20 รายการ
- ทำความรู้จัก ฮอร์โมนเพศหญิง เช็กสัญญาณก่อนฮอร์โมนเสียสมดุล!
- 5 สัญญาณเตือน ที่บ่งบอกว่าควรเช็กฮอร์โมนเพศชาย
- ฮอร์โมนความเครียด: สัญญาณเตือนและวิธีฟื้นฟูสมดุลสุขภาพ
- ปรึกษาแพทย์ Doctor Consultation

English
中文 (中国)

สามารถติดตาม S’RENE by SLC ได้ที่