เรื่องน่ารู้
Blogs

PM 2.5 พุ่งอีกแล้ว? เช็กข้อมูลและวิธีรับมือ ด่วน!!

ถ้าช่วงนี้คุณรู้สึกว่า ตื่นมาก็ยังเหนื่อย สมองไม่แล่นเหมือนเดิม ปวดหัวง่าย หรือป่วยบ่อยแบบไม่มีสาเหตุชัดเจนอย่าเพิ่งโทษงานหรืออายุ เพราะ “ผู้ร้ายตัวจริง” อาจลอยอยู่รอบตัวคุณทุกวันโดยที่มองไม่เห็น ใช่ค่ะ  PM 2.5 กลับมาอีกแล้ว  และรอบนี้ไม่ได้มาเล่น ๆ สำหรับวัยทำงานที่ต้องออกจากบ้านทุกวัน ฝ่ารถติด อากาศเสีย ห้องแอร์ปิดทึบ และพักผ่อนไม่เต็มที่ ปัญหาฝุ่นไม่ได้กระทบแค่ปอด แต่ลามไปถึง สมอง ระบบภูมิคุ้มกัน และประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม
บทความนี้จะพาคุณไปเช็กให้ชัด 
  • PM 2.5 คืออะไร และมันทำอะไรกับร่างกายเราบ้าง
  • ทำไมวัยทำงานถึงเป็นกลุ่มเสี่ยงแบบเลี่ยงไม่ได้
  • วิธีรับมือที่ “มากกว่าแค่ใส่หน้ากาก”
  • และทางเลือกการดูแลสุขภาพเชิงลึก ที่เริ่มมีคนทำงานเลือกใช้มากขึ้น

PM 2.5 คืออะไร ทำไมใคร ๆ ก็พูดถึง? 

PM 2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก เล็กกว่า 2.5 ไมครอน เล็กจนขนจมูกซึ่งเป็นด่านกรองธรรมชาติของร่างกายไม่สามารถดักจับได้ ฝุ่นชนิดนี้จึงสามารถแทรกซึมลึกเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ไปถึงถุงลมปอดได้โดยตรง 

ความอันตรายของ PM 2.5 ไม่ได้วัดกันที่ “เห็นชัดหรือไม่เห็น” แต่ขึ้นอยู่กับ ความเล็ก ของมัน เพราะเมื่อฝุ่นมีขนาดเล็กพอ ก็สามารถทะลุผ่านถุงลมปอด เข้าสู่กระแสเลือด และกระจายไปยังอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ สมอง หรือหลอดเลือด นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมปัญหาสุขภาพหลายอย่างที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับ “ฝุ่น” จึงเริ่มถูกเชื่อมโยงกับ PM 2.5 มากขึ้นเรื่อย ๆ 

ไม่เพียงแค่ระบบทางเดินหายใจ งานวิจัยยังพบว่าอนุภาค PM รวมถึงกลุ่มที่มีขนาดใกล้เคียง PM 2.5 สามารถผ่านเข้าสู่ผิวหนังทางรูขุมขน และกระตุ้นการอักเสบของผิวได้ โดยมีหลักฐานจากการทดลองในสัตว์ (animal model) ว่าสารที่ติดมากับ PM สามารถกระตุ้นตัวรับ AHR ในเซลล์ผิวหนัง ซึ่งเป็นกลไกที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและการเสียสมดุลของ skin barrier อ่านฉบับเต็ม (Open Access): Particulate matter causes skin barrier dysfunction (PMC) 

นอกจากนี้ งานวิจัยอีกชิ้นยังอธิบายว่าอนุภาคขนาดเล็กมาก เช่น PM 2.5 และ PM 0.1 สามารถก่อให้เกิดการอักเสบและความเสียหายต่อผิวหนังผ่านกระบวนการออกซิเดชัน แม้จะไม่ได้แทรกซึมลึกเข้าสู่ร่างกายเหมือนทางระบบทางเดินหายใจโดยตรงก็ตาม กลไกเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เพียงแค่ “สัมผัส” PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง ก็เพียงพอจะทำให้ผิวหนังเสียสมดุลและอ่อนแอลงได้ อ่านฉบับเต็ม: Particulate matter and inflammatory skin diseases (ScienceDirect) 

พูดง่าย ๆ คือ PM 2.5 ไม่ได้เป็นแค่ฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระทบทั้งภายในและภายนอกร่างกาย และนี่เองคือเหตุผลว่าทำไมชื่อของมันถึงถูกพูดถึงไม่เว้นแต่ละฤดูกาล 

 

ทำไม “วัยทำงาน” ถึงโดน PM 2.5 เต็ม ๆ โดยไม่รู้ตัว 

ถ้าจะมีใครสักกลุ่มที่โดน PM 2.5 เล่นงานแบบไม่ทันตั้งตัว วัยทำงานต้องติด Top 3 แน่นอน 

1. ออกจากบ้านช่วงฝุ่นพีค 

วัยทำงานจำนวนมากหลีกเลี่ยง PM 2.5 ได้ยาก เพราะช่วงเวลาที่ต้องออกจากบ้านกลับเป็นช่วงที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงที่สุด ตอนเช้าเร่งรีบฝ่ารถติดไปทำงาน ส่วนช่วงเย็นการจราจรยิ่งหนาแน่นกว่าเดิม ส่งผลให้ฝุ่นสะสมในอากาศมากขึ้นโดยอัตโนมัติ แม้จะรู้ว่าฝุ่นสูง แต่ตารางชีวิตจริงกลับไม่เปิดโอกาสให้เลี่ยงได้ง่าย นี่จึงเป็นเหตุผลที่วัยทำงานกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงของปัญหาฝุ่นโดยไม่รู้ตัว 

2. ใช้ชีวิตในที่ปิดเกือบทั้งวัน 

หลายคนคิดว่าอยู่ในออฟฟิศปลอดภัย แต่จริง ๆ แล้ว 

  • ฝุ่นสามารถสะสมในอาคาร 
  • ระบบกรองอากาศไม่ได้ดีเสมอไป 
  • อากาศหมุนเวียนน้อย ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนสด
     

3. พักผ่อนน้อย + เครียดสะสม 

การพักผ่อนไม่เพียงพอและความเครียดที่สะสมจากการทำงานต่อเนื่อง ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะอ่อนล้าโดยไม่รู้ตัว เมื่อระบบภูมิคุ้มกันทำงานลดลง ความสามารถในการรับมือกับมลพิษก็ถดถอยตามไปด้วย ส่งผลให้ฝุ่น PM 2.5 ที่เข้าสู่ร่างกายสามารถก่อการอักเสบและสร้างความเสียหายได้ง่ายขึ้น มากกว่าช่วงที่ร่างกายแข็งแรงและได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ 

ผลลัพธ์คือ วัยทำงานจำนวนมากเริ่มมีอาการ 

  • เหนื่อยง่าย ทั้งที่งานไม่ได้หนักขึ้น 
  • สมองเบลอ ความจำสั้น 
  • ป่วยบ่อย ฟื้นตัวช้า 

โดยไม่รู้เลยว่า PM 2.5 คือหนึ่งในตัวกระตุ้นหลัก 

 

ผลกระทบของ PM 2.5 ที่มากกว่าแค่ไอหรือแสบตา

หลายคนยังเข้าใจว่า PM 2.5 คือเรื่องของโรคทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผลกระทบของฝุ่นเล็กจิ๋วนี้ ลึกและกว้างกว่าที่คิดมาก เพราะมันไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ปอด หากแต่สามารถจุดชนวน “การอักเสบเรื้อรัง” ทั่วทั้งร่างกาย ซึ่งเป็นรากของโรคใหญ่แทบทุกชนิด 

  1. ระบบทางเดินหายใจและปอดเป็นด่านแรกที่รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอนสามารถหลุดเข้าไปถึงถุงลมปอดได้
  • สมรรถภาพปอดลดลง: เนื้อเยื่อปอดอาจเกิดพังผืด ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนแย่ลงเรื่อยๆ 
  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD): เพิ่มความเสี่ยงแม้ในผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 
  • มะเร็งปอด: องค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันแล้วว่ามลพิษทางอากาศคือสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 

 

  1. ระบบหัวใจและหลอดเลือดเมื่อฝุ่นเข้าสู่กระแสเลือด จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย
  • หลอดเลือดแข็งตัว: ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด 
  • โรคหัวใจขาดเลือด: เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวาย (Heart Attack) 
  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke): ฝุ่นที่ทำให้เกิดการอักเสบในหลอดเลือดสามารถนำไปสู่การตีบหรือแตกของเส้นเลือดในสมองได้ 

 

  1. พัฒนาการของเด็กและทารกในครรภ์ กลุ่มเปราะบางคือกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดในระยะยาว
  • พัฒนาการสมองช้า: มีงานวิจัยพบว่าเด็กที่โตในพื้นที่ฝุ่นหนาแน่นอาจมีระดับเชาวน์ปัญญา (IQ) ต่ำกว่าเกณฑ์ 
  • ปอดโตไม่เต็มที่: ส่งผลต่อสุขภาพไปตลอดชีวิต 
  • ภาวะคลอดก่อนกำหนด: หรือเด็กมีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ 

 

  1. ผลกระทบอื่นๆ ที่คาดไม่ถึง
  • สุขภาพจิต: ความเครียดสะสมจากการใช้ชีวิตท่ามกลางมลพิษเชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้า 
  • โรคสมองเสื่อม: มีความกังวลว่าการอักเสบเรื้อรังอาจเร่งให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้เร็วขึ้น 
  • ผิวหนัง: เร่งกระบวนการแก่ชราของผิว (Skin Aging) และทำให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง 

วิธีรับมือ PM 2.5 ขั้นพื้นฐาน ที่วัยทำงานควรทำ (แต่ยังไม่พอ) 

แน่นอนว่าการป้องกันยังคงสำคัญ และสิ่งเหล่านี้ควรทำควบคู่กันเสมอ 

  • ใส่หน้ากากกันฝุ่นที่ได้มาตรฐาน 
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อฝุ่นสูง 
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ 
  • พักผ่อนให้ได้คุณภาพ 

แต่คำถามสำคัญคือ แล้วฝุ่นที่เราสูดเข้าไปแล้วล่ะจะทำอย่างไร เพราะต่อให้ป้องกันตัวเองดีแค่ไหน วัยทำงานก็แทบไม่มีทางหลีกเลี่ยง PM 2.5 ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ในเมื่อฝุ่นยังคงเข้าสู่ร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนเริ่มมองหาวิธีดูแลสุขภาพในระดับที่ลึกกว่าเดิม ไม่ใช่แค่การป้องกันภายนอก แต่รวมถึงการฟื้นฟูร่างกายจากผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วด้วย 

 

ทางเลือกการดูแลสุขภาพเชิงลึก สำหรับวัยทำงานยุคฝุ่นหนัก 

ปัจจุบันการดูแลสุขภาพไม่ได้หยุดอยู่แค่การ “ป้องกัน” จากมลพิษภายนอกเท่านั้น แต่เริ่มให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูร่างกายในระดับที่ลึกขึ้น โดยมุ่งดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วจากฝุ่นและความเครียดสะสม เพื่อช่วยให้ร่างกายกลับมาทำงานได้อย่างสมดุลและพร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตประจำวัน 

Hyperbaric Oxygen Therapy (HBOT): เติมออกซิเจนให้ร่างกาย 

Hyperbaric Oxygen Therapy หรือการบำบัดด้วยออกซิเจนแรงดันสูง เป็นการให้ร่างกายได้รับออกซิเจนบริสุทธิ์ในสภาวะแรงดันที่สูงกว่าปกติ 

ผลลัพธ์ที่หลายคนเลือกใช้ในช่วงฝุ่นหนักคือ 

  • เพิ่มออกซิเจนในกระแสเลือด 
  • ช่วยให้เซลล์ที่อ่อนล้าฟื้นตัวดีขึ้น 
  • ลดภาวะขาดออกซิเจนจากอากาศเสีย 
  • ช่วยให้รู้สึกสดชื่น สมองปลอดโปร่งขึ้น
     

เหมาะกับวัยทำงานที่ 

  • รู้สึกเหนื่อยสะสม 
  • พักผ่อนน้อย 
  • ทำงานหนัก เจอฝุ่นต่อเนื่อง
     

Exomind: ฟื้นฟูสมอง ในวันที่สมองล้าจากฝุ่นและความเครียด 

PM 2.5 ไม่ได้กระทบแค่ปอด แต่ยังส่งผลต่อสมองโดยตรง หลายคนจึงเริ่มมองหาการดูแล “ระบบประสาทและสมอง” ควบคู่ไปด้วย 

Exomind เป็นแนวทางที่เน้น 

  • การกระตุ้นสมองในระดับระบบประสาท 
  • ช่วยปรับสมดุลสมองที่ล้าจากการทำงานหนัก 
  • ลดอาการสมองเบลอ เครียด สมาธิสั้น 

เหมาะกับวัยทำงานที่ 

  • ใช้สมองหนัก 
  • เครียดสะสม 
  • รู้สึกว่าคิดงานช้าลงในช่วงฝุ่นสูง
     

IV Therapy Program: เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายพร้อมรับมือฝุ่น 

ในช่วงที่ร่างกายต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศอย่าง PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง ระบบภูมิคุ้มกันจะถูกกระตุ้นให้ทำงานหนักกว่าปกติ ส่งผลให้หลายคนรู้สึกอ่อนล้า ฟื้นตัวช้า หรือมีภาวะอักเสบสะสมโดยไม่รู้ตัว IV Therapy Program ที่ S’RENE by SLC จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลร่างกายในช่วงที่ต้องรับมือกับมลภาวะ โดยมีสูตรให้เลือกตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด 

การให้วิตามินทางหลอดเลือดดำช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ตรงจุด สนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดความอ่อนล้า และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องเผชิญกับภาวะอักเสบจากมลพิษในชีวิตประจำวัน 

สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องผลกระทบจาก PM 2.5 ทางคลินิกมี IV Therapy anti-inflammation from PM2.5 pollution ให้เลือก 2 โปรแกรม ได้แก่ 

  • PM 2.5 Inflamma-Repair (สำหรับอายุ 40 ปีขึ้นไป)
    เน้นการดูแลและบรรเทาภาวะอักเสบสะสมจากมลภาวะ เหมาะสำหรับวัยที่ร่างกายเริ่มฟื้นตัวช้าลง
    📌 ราคา 8,900 บาท 
  • PM 2.5 Inflamma-Protect (สำหรับอายุต่ำกว่า 40 ปี)
    ช่วยดูแลร่างกายและลดผลกระทบจากการอักเสบในระยะเริ่มต้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเผชิญมลภาวะเป็นประจำ
    📌 ราคา 3,900 บาท 

เหมาะกับผู้ที่ 

  • ป่วยง่าย 
  • มีไข้ต่ำ ตัวรุม ๆ 
  • รู้สึกไม่สดชื่น 
  • ต้องการฟื้นฟูร่างกายในช่วงฝุ่นหนัก
    โดยควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์ 

สรุป: ฝุ่นอาจเลี่ยงไม่ได้ แต่การดูแลตัวเองเลือกได้ 

PM 2.5 ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่คือปัญหาสุขภาพที่กระทบชีวิตวัยทำงานอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในวันที่เราแทบหลีกเลี่ยงฝุ่นได้ไม่ถึง 100% สิ่งที่ทำได้คือ ป้องกันเท่าที่ทำได้ และ ดูแลร่างกายให้พร้อมรับมือในระดับที่ลึกขึ้น ควบคู่กันไป  การใช้เครื่องฟอกอากาศและสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นยังคงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิแพ้ โรคทางเดินหายใจ หรือมีอาการไวต่อมลพิษ ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันมากกว่าคนทั่วไป เพราะยิ่งลดการรับฝุ่นได้มากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งเสียสมดุลน้อยลงเท่านั้น และเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ การฟื้นฟูจากภายในก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม 

เพราะสุขภาพที่ดี ไม่ได้หมายถึงแค่ “ไม่ป่วย” แต่หมายถึงการที่คุณยังทำงานได้ดี ใช้ชีวิตได้เต็มที่ มีพลังในแต่ละวัน และไม่ต้องหมดแรงไปกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้อย่างฝุ่น PM 2.5 หากวันนี้คุณเริ่มรู้สึกว่าร่างกายส่งสัญญาณบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนล้า ฟื้นตัวช้า หรือเจ็บป่วยบ่อย อาจถึงเวลาที่ต้องหันกลับมาฟังร่างกายอย่างจริงจังแล้ว  คุณสามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ได้ที่ S’RENE by SLC เพื่อวางแผนดูแลและฟื้นฟูสุขภาพด้วยโปรแกรมที่คัดสรรมาอย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพราะในวันที่อากาศไม่เป็นใจ อย่างน้อยร่างกายของคุณควรได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดค่ะ 

▪️ สาขา ทองหล่อ ชั้น 4 – โทร 064 184 5237 

▪️ สาขา ชาน แจ้งวัฒนะ 14 ชั้น 2 – โทร  099 807 7261 

▪️ สาขา พาราไดซ์ พาร์ค ชั้น 3 – โทร  081 249 7055 

▪️ สาขา เซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 6 – โทร 080 245 7669 

▪️สาขา สยาม  – โทร 064 139 6390 และ 081 249 6392 

สามารถติดตาม S’RENE by SLC ได้ที่