ช่วงนี้หลายคนคงเห็นคำว่า ปากกาลดน้ำหนัก หรือที่เรียกกันติดปากว่าปักปากกา ผ่านตาในโซเชียลมีเดียอยู่บ่อย ๆ ยาฉีดชนิดนี้เลียนแบบฮอร์โมนความอิ่มที่ลำไส้หลั่งออกมาเองหลังกินอาหาร จึงช่วยให้อิ่มเร็ว อิ่มนาน และอยากอาหารน้อยลง แต่ต้องใช้คู่กับการปรับพฤติกรรมการกิน และต้องได้รับยาตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น
พอคิดจะลองใช้ขึ้นมาจริง ๆ ก็ยังไม่แน่ใจอีกหลายเรื่อง ทั้งยาช่วยให้น้ำหนักลงได้ยั่งยืนจริงไหม ใครเหมาะที่จะใช้บ้าง ต่างจากการกลืนบอลลูนที่ช่วยให้อิ่มเร็วเหมือนกันตรงไหน และต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนเริ่มใช้ยา
บทความนี้จะพาไล่ดูตั้งแต่ หลักการทำงานของยากลุ่ม GLP-1 สิ่งที่ปากกาช่วยได้ และข้อจำกัดของยา ความต่างจากการกลืนบอลลูน เกณฑ์ค่า BMI ที่แพทย์ใช้พิจารณาก่อนสั่งยา ไปจนถึงขั้นตอนการรับยาและการดูแลตัวเองระหว่างใช้
ปากกาลดน้ำหนัก คืออะไร

ปากกาลดน้ำหนัก คือยาฉีดเข้าใต้ผิวหนังที่บรรจุอยู่ในอุปกรณ์รูปทรงคล้ายปากกา มีปุ่มหมุนตั้งขนาดยาและใช้เข็มขนาดเล็ก
แต่เดิม ยากลุ่ม GLP-1 ถูกผลิตมาใช้ดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยนอกจากระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงแล้ว ยังพบว่าผู้ป่วยหลายรายน้ำหนักลดลงตามไปด้วย จึงมีการศึกษาต่อยอดเพื่อใช้ควบคุมน้ำหนักในผู้ที่มีภาวะอ้วน ปัจจุบันยาที่ใช้แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม
- ยาที่ออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมน GLP-1 (GLP-1 Receptor Agonist) เช่น Liraglutide ที่ต้องฉีดทุกวัน และ Semaglutide ที่ฉีดสัปดาห์ละครั้ง
- ยาที่ออกฤทธิ์ต่อตัวรับทั้ง GLP-1 และ GIP เช่น Tirzepatide ที่ฉีดสัปดาห์ละครั้ง
ปากกาลดน้ำหนัก ทำงานอย่างไร

หลังกินอาหาร ลำไส้เล็กจะหลั่งฮอร์โมน GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) ออกมาส่งสัญญาณบอกสมองว่าร่างกายได้รับอาหารพอแล้ว แต่ฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างเองสลายตัวภายในไม่กี่นาที ความรู้สึกอิ่มจึงอยู่ได้ไม่นาน ยิ่งในคนที่น้ำหนักเกินมาก ระบบฮอร์โมนกลุ่มนี้มักตอบสนองไม่เต็มที่ จึงหิวบ่อยและอิ่มยากกว่าคนทั่วไป
ตัวยาในปากกามีโครงสร้างคล้ายเปปไทด์ GLP-1 แต่ร่างกายย่อยสลายได้ช้ากว่ามาก บางตัวออกฤทธิ์ต่อเนื่องได้ทั้งสัปดาห์ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ตัวยาจะชะลอการบีบตัวของกระเพาะอาหาร อาหารจึงอยู่ในกระเพาะนานขึ้นและรู้สึกอิ่มท้องนานกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็ไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมความอิ่มในสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ความอยากอาหารในแต่ละมื้อจึงลดลง รวมถึงความอยากของหวานของมันระหว่างวันด้วย
ตัวยายังกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นหลังมื้ออาหาร ผู้ป่วยเบาหวานจึงคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น ส่วนคนที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน ตัวยามักไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป เพราะออกฤทธิ์เฉพาะตอนที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
ส่วน Tirzepatide ยังจับกับตัวรับของฮอร์โมน GIP (Glucose-Dependent Insulinotropic Polypeptide) ได้ด้วย ฮอร์โมนตัวนี้มีบทบาทหลักด้านการเผาผลาญพลังงานและการจัดการไขมันสะสมมากกว่าเรื่องความอิ่ม เมื่อตัวยากระตุ้นทั้ง GIP และ GLP-1 ไปพร้อมกัน ร่างกายจึงได้ประโยชน์สองด้าน คือกินน้อยลง และดึงไขมันสะสมมาใช้เป็นพลังงานได้ดีขึ้น
ปากกาลดน้ำหนัก ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง
เมื่อความอยากอาหารลดลง ปริมาณอาหารที่กินในแต่ละวันก็ลดตามไปโดยไม่ต้องฝืนอด สิ่งที่ผู้ใช้ยามักสังเกตได้มีดังนี้
- อิ่มเร็วขึ้นและอิ่มอยู่ท้องนานขึ้น กินมื้อใหญ่ได้น้อยลง การกินจุบจิบระหว่างวันก็ลดลงตามไปด้วย
- น้ำหนักตัวและรอบเอวค่อย ๆ ลดลง ในการศึกษาทางคลินิกขนาดใหญ่ ผู้ที่ใช้ Semaglutide หรือ Tirzepatide ในขนาดสูงสุดร่วมกับการปรับพฤติกรรม มีน้ำหนักลดลงเฉลี่ยราว 15–21% ของน้ำหนักตัวในเวลาประมาณ 68–72 สัปดาห์
ผลตรวจสุขภาพหลายค่ามีแนวโน้มดีขึ้น ทั้งระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมันในเลือด ความเสี่ยงของโรคที่มากับภาวะอ้วน เช่น ข้อเข่าเสื่อม และ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) จึงลดลงตามไปด้วย
ถึงอย่างนั้น ข้อจำกัดของยาที่ควรรู้ก่อนเริ่มใช้มีอยู่สามเรื่อง
- น้ำหนักที่แต่ละคนลดได้ต่างกันมาก ขึ้นกับการตอบสนองของร่างกาย พฤติกรรมการกิน และการออกกำลังกาย ค่าเฉลี่ยจากงานวิจัยจึงใช้ดูได้แค่แนวโน้มโดยรวม
- เมื่อหยุดยา ความหิวมักกลับมาใกล้เคียงเดิม จากการศึกษาติดตามผล พบว่าภายใน 1 ปีหลังหยุดยา น้ำหนักกลับขึ้นมาราวสองในสามของที่ลดไป โดยเฉพาะในคนที่ไม่ได้ปรับพฤติกรรมไว้ระหว่างใช้ยา
- ช่วงที่กินน้อยลง ร่างกายอาจเสียมวลกล้ามเนื้อไปพร้อมกับไขมัน จึงต้องกินโปรตีนให้พอและฝึกเวทเทรนนิงตลอดช่วงที่ใช้ยา
ปากกาลดน้ำหนัก ต่างจากกลืนบอลลูนอย่างไร

หลายคนที่กำลังมองหาตัวช่วยลดน้ำหนักมักนำปากกาลดน้ำหนักไปเทียบกับการกลืนบอลลูน เพราะทั้งสองวิธีทำให้อิ่มเร็วและกินได้น้อยลงเหมือนกัน แต่ทำงานด้วยหลักการคนละแบบ ยาฉีดทำงานผ่านฮอร์โมนและสัญญาณความอิ่มที่สมอง ส่วนบอลลูนเข้าไปกินพื้นที่ในกระเพาะอาหารโดยตรง
การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร (Intragastric Balloon) ที่ใช้กันอยู่มีสองแบบ คำว่ากลืนบอลลูนที่คนทั่วไปใช้เรียกกันจึงครอบคลุมทั้งสองแบบ โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณาใส่บอลลูนให้ผู้ที่มีค่า BMI ตั้งแต่ 27 ขึ้นไป
- แบบส่องกล้อง แพทย์จะพ่นยาชาในลำคอและให้ยานอนหลับ แล้วใส่บอลลูนซิลิโคนที่ยังแฟบอยู่ผ่านกล้องทางปากลงไปในกระเพาะ จากนั้นจึงเติมน้ำเกลือให้บอลลูนพองตัว บอลลูนแบบนี้อยู่ได้ราว 6–12 เดือน และต้องส่องกล้องอีกครั้งเพื่อนำออก
- แบบกลืนแคปซูล ผู้เข้ารับบริการกลืนแคปซูลที่มีบอลลูนพับอยู่ข้างในลงไปเอง โดยไม่ต้องส่องกล้องหรือให้ยานอนหลับ แคปซูลนี้ต่อกับสายเส้นเล็ก เมื่อแพทย์เอกซเรย์ยืนยันว่าแคปซูลลงถึงกระเพาะแล้ว จะเติมน้ำเกลือผ่านสายให้บอลลูนพองตัว แล้วจึงดึงสายออก บอลลูนแบบนี้อยู่ได้ประมาณ 4 เดือน จากนั้นจะแฟบลงและถูกขับออกทางการขับถ่าย
สำหรับคนที่สงสัยเรื่องข้อเสียของการกลืนบอลลูน สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจมีดังนี้
- ช่วง 3–5 วันแรกหลังใส่มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และปวดเกร็งท้อง เพราะกระเพาะกำลังปรับตัวกับบอลลูนที่อยู่ข้างใน ช่วงนี้ต้องเริ่มจากอาหารเหลวก่อน แล้วค่อยปรับเป็นอาหารอ่อน
- แบบส่องกล้องต้องได้รับยานอนหลับทั้งตอนใส่และตอนนำออก และไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคกระเพาะรุนแรงหรือเคยผ่าตัดกระเพาะอาหารมาก่อน
- แบบกลืนแคปซูลอยู่ในกระเพาะได้สั้นกว่า และพบได้น้อยที่บอลลูนซึ่งแฟบลงแล้วไปอุดตันลำไส้
- บอลลูนทุกแบบมีอายุใช้งานจำกัด เมื่อนำออกหรือบอลลูนแฟบลงแล้ว ความรู้สึกอิ่มเร็วก็หายไปด้วย
ส่วนเรื่องกลืนบอลลูน ราคาจะต่างกันไปตามชนิดของบอลลูนและวิธีใส่ แบบส่องกล้องจะมีค่าส่องกล้องและยานอนหลับทั้งตอนใส่และตอนนำออก ส่วนแบบกลืนแคปซูลมีค่าเอกซเรย์ รวมถึงค่าติดตามผลหลังใส่ของทั้งสองแบบ
| หัวข้อ | ยาฉีดแบบปากกา | บอลลูนในกระเพาะอาหาร |
|---|---|---|
| หลักการ | เลียนแบบฮอร์โมนความอิ่ม ลดความอยากอาหารและชะลอการบีบตัวของกระเพาะ | บอลลูนกินพื้นที่ในกระเพาะ ทำให้จุอาหารได้น้อยลง |
| วิธีการ | ฉีดเข้าใต้ผิวหนังวันละครั้งหรือสัปดาห์ละครั้งตามชนิดยา | ส่องกล้องใส่ภายใต้ยานอนหลับ หรือกลืนแคปซูลแล้วเติมน้ำเกลือผ่านสาย |
| ระยะเวลา | ใช้ต่อเนื่องตามแผนของแพทย์ ปรับขนาดยาเป็นระยะ | ประมาณ 4 เดือน (แบบกลืน) ถึง 12 เดือน (แบบส่องกล้อง) |
| การพักฟื้น | ไม่ต้องพักฟื้น | แบบส่องกล้องต้องพักสังเกตอาการหลังได้รับยานอนหลับ แต่กลับบ้านได้ภายในวันเดียว |
| เกณฑ์ BMI | ตั้งแต่ 30 หรือตั้งแต่ 27 ร่วมกับโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนัก | โดยทั่วไปตั้งแต่ 27 ขึ้นไป |
| อาการข้างเคียงที่พบบ่อย | คลื่นไส้ ท้องผูก ท้องเสีย ในช่วงปรับขนาดยา | คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเกร็งท้องในช่วง 3–5 วันแรกหลังใส่ |
ทั้งสองวิธีเหมาะกับคนต่างกลุ่มกัน การเลือกใช้ปากกาลดน้ำหนัก หรือบอลลูน ขึ้นอยู่กับค่า BMI โรคประจำตัว ความพร้อมในการส่องกล้อง และเป้าหมายของแต่ละคน จึงควรให้แพทย์ประเมินก่อนตัดสินใจเลือกวิธีลดน้ำหนัก
ปากกาลดน้ำหนัก เหมาะกับใคร
ค่า BMI หรือค่าดัชนีมวลกาย คำนวณจากน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง เช่น น้ำหนัก 80 กิโลกรัม สูง 1.65 เมตร ค่า BMI จะอยู่ที่ประมาณ 29.4 สำหรับคนเอเชีย ค่า BMI ตั้งแต่ 23 ถือว่าน้ำหนักเกิน และตั้งแต่ 25 ขึ้นไปถือว่าอยู่ในภาวะอ้วน
เกณฑ์การใช้ยาจะมีระบุตามข้อบ่งใช้ของยาที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. สำหรับควบคุมน้ำหนัก แพทย์จะพิจารณาให้ยาในผู้ที่เข้าข่ายต่อไปนี้
- ผู้ที่มีค่า BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป แม้ยังไม่มีโรคร่วม
- ผู้ที่มีค่า BMI ตั้งแต่ 27 ขึ้นไป ร่วมกับโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนัก เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ภาวะไขมันพอกตับ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- ผู้ที่คุมอาหารและออกกำลังกายมาระยะหนึ่งแล้ว แต่น้ำหนักยังไม่ลดลงเท่าที่ควร เพราะความหิวเป็นอุปสรรคหลักที่ฝืนได้ยาก
ใครไม่ควรใช้ปากกาลดน้ำหนัก

การที่ร่างกายมีค่า BMI ที่เข้าเกณฑ์การใช้ยา ไม่ได้แปลว่าจะใช้ยาได้เลย แพทย์ต้องประเมินสุขภาพโดยรวมก่อนทุกครั้ง ส่วนกลุ่มที่ไม่ควรใช้ยาหรือต้องระวังเป็นพิเศษมีดังนี้
- ผู้ที่มีประวัติมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดเมดัลลารี (Medullary Thyroid Carcinoma) หรือกลุ่มอาการ MEN 2 ทั้งในตัวเองและในครอบครัวใกล้ชิด
- ผู้ที่ตั้งครรภ์ วางแผนตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
- ผู้ที่มีประวัติตับอ่อนอักเสบ หรือมีภาวะไตเสื่อมรุนแรง
- ผู้ที่เคยแพ้ส่วนประกอบของยา
ผู้ที่มีกำหนดผ่าตัดหรือต้องดมยาสลบ ต้องแจ้งแพทย์ล่วงหน้า เพราะตัวยาชะลอการย่อยอาหาร อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการสำลักระหว่างดมยา
ขั้นตอนการทำและการดูแลหลังทำ
ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ยากลุ่ม GLP-1 ชนิดฉีดเป็นยาควบคุมพิเศษ ตามประกาศเรื่องยาควบคุมพิเศษ ฉบับที่ 58 ร้านขายยาจึงจ่ายยากลุ่มนี้ได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งแพทย์ และเภสัชกรต้องเป็นผู้ส่งมอบยาเอง
ส่วนยาที่ขายผ่านช่องทางออนไลน์หรือยาหิ้วที่ไม่ทราบแหล่งที่มา เสี่ยงทั้งยาปลอมและยาเสื่อมคุณภาพ เพราะตัวยาต้องเก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2–8 องศาเซลเซียสตลอดเวลา จึงควรเริ่มจากการปรึกษาแพทย์ที่คลินิกหรือโรงพยาบาล
สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มใช้ปากกาลดน้ำหนัก S'RENE by SLC มี โปรแกรม Hunger Reset* ให้เลือกสองรูปแบบ คือ โปรแกรม Hunger Reset – WeGo ที่ใช้ Semaglutide และ โปรแกรม Hunger Reset – Mounja ที่ใช้ Tirzepatide แพทย์จะเลือกโปรแกรมที่เข้ากับร่างกายของแต่ละคน ขั้นตอนตั้งแต่เริ่มจนติดตามผลมีดังนี้
- ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน พูดคุยเรื่องเป้าหมายในการลดน้ำหนัก ประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และประวัติการแพ้ยา
- ตรวจประเมินร่างกาย วัดค่า BMI รอบเอว และวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกาย แพทย์อาจตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด และการทำงานของตับและไตเพิ่มเติมหากมีปัจจัยเสี่ยง
- วางแผนขนาดยา โดยเริ่มจากขนาดต่ำแล้วค่อย ๆ ปรับเพิ่มทีละขั้น ขั้นละประมาณ 4 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวทันและลดอาการข้างเคียงในระบบทางเดินอาหาร
- ฉีดเข็มแรกที่คลินิก พร้อมสอนวิธีใช้ปากกา การเลือกตำแหน่งฉีดบริเวณหน้าท้อง ต้นขา หรือด้านหลังต้นแขน และการเก็บปากกาในตู้เย็น
- ติดตามผลเป็นระยะ แพทย์จะปรับแผนตามการตอบสนองของร่างกาย พร้อมให้คำแนะนำเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย
อาการข้างเคียงที่พบบ่อยระหว่างใช้ยาคือคลื่นไส้ ท้องอืด ท้องผูก หรือท้องเสีย มักเกิดในช่วงแรกหรือช่วงที่เพิ่มขนาดยา แล้วค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัวได้ ช่วงนี้จึงควรดูแลตัวเองตามนี้
- แบ่งกินมื้อเล็กลงแต่บ่อยขึ้น และหยุดกินเมื่อเริ่มอิ่ม แม้อาหารยังเหลืออยู่ในจาน
- เลี่ยงอาหารมันและรสจัด ซึ่งมักทำให้ท้องอืดและคลื่นไส้หนักขึ้น
- ดื่มน้ำวันละ 1.5–2 ลิตร ช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้นในช่วงที่ท้องผูก
- กินโปรตีนให้พอในทุกมื้อ เช่น ไข่ อกไก่ ปลา หรือเต้าหู้
- ฝึกเวทเทรนนิงสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง เพื่อไม่ให้มวลกล้ามเนื้อลดลงตามน้ำหนักตัว
หากปวดท้องรุนแรงต่อเนื่อง ปวดร้าวไปกลางหลัง หรืออาเจียนจนกินอะไรไม่ได้ ควรติดต่อแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจเป็นสัญญาณของตับอ่อนอักเสบหรือนิ่วในถุงน้ำดี
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ปากกาลดน้ำหนัก เห็นผลเมื่อไหร่ อยู่ได้นานแค่ไหน
ผู้ใช้ยามักรู้สึกว่าความอยากอาหารลดลงตั้งแต่สัปดาห์แรก ๆ ส่วนน้ำหนักจะค่อย ๆ ลดลงในช่วง 2–3 เดือนแรก และลดลงชัดขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่องในระยะเวลาที่เหมาะสมควบคู่กับการปรับพฤติกรรม น้ำหนักที่ลดได้จะคงอยู่นานแค่ไหนขึ้นกับพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายหลังหยุดยาเป็นหลัก เพราะเมื่อหยุดยา ความหิวมักกลับมาใกล้เคียงเดิม
ปากกาลดน้ำหนัก เจ็บไหม ต้องพักฟื้นไหม
ปากกาใช้เข็มขนาดเล็กฉีดเข้าใต้ผิวหนัง จึงเจ็บน้อยถึงไม่เจ็บเลย และไม่ต้องพักฟื้น ฉีดเสร็จแล้วกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ บางคนอาจมีรอยแดงหรือช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายไปเองภายในไม่กี่วัน
ใครไม่ควรทำ ปากกาลดน้ำหนัก
ผู้ที่ไม่ควรใช้ยาฉีดกลุ่มนี้มีดังนี้
- ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- ผู้ที่มีประวัติมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดเมดัลลารีในตัวเองหรือในครอบครัว
- ผู้ที่เคยเป็นตับอ่อนอักเสบ
ส่วนคนที่ค่า BMI ยังไม่เข้าเกณฑ์การใช้ยาและอยากลดน้ำหนักเพื่อรูปร่างเป็นหลัก แพทย์มักแนะนำให้เริ่มจากการปรับอาหารและการออกกำลังกายก่อน
สรุป ปากกาลดน้ำหนัก ตัวช่วยลดความอยากอาหารที่ต้องใช้คู่กับการปรับพฤติกรรม
สำหรับคนที่ยังลังเลว่าจะเริ่มใช้ปากกาลดน้ำหนักดีไหม ภาพรวมสั้น ๆ คือยาฉีดชนิดนี้ช่วยลดความอยากอาหารผ่านกลไกของฮอร์โมนความอิ่ม เหมาะกับผู้ที่ค่า BMI เข้าเกณฑ์การใช้ยา และต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ตั้งแต่ประเมินจนติดตามผล ส่วนการกลืนบอลลูนเป็นอีกวิธีที่ทำงานด้วยหลักการต่างกัน การเลือกวิธีจึงขึ้นกับสุขภาพและเป้าหมายของแต่ละคน ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน น้ำหนักที่ลดได้จะคงอยู่ได้นานเมื่อปรับพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายควบคู่กันไป
S'RENE by SLC มีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกันคอยประเมินสุขภาพ วิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกาย และวางแผนดูแลน้ำหนักผ่าน โปรแกรม Hunger Reset* ให้เข้ากับร่างกายของแต่ละคน พร้อมติดตามผลเป็นระยะ
ติดต่อนัดหมายปรึกษาแพทย์ได้ที่**
- สาขาทองหล่อ ชั้น 4 — โทร 064 184 5237
- สาขาชาน แจ้งวัฒนะ 14 ชั้น 2 — โทร 099 807 7261
- สาขาพาราไดซ์ พาร์ค ชั้น 3 — โทร 081 249 7055
- สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 6 — โทร 080 245 7669
- สาขาสยาม — โทร 064 139 6390 และ 081 249 6392
จองคิวปรึกษาได้ที่ booking.slc-group.com หรือ LINE Official: @SRENEbySLC
*ดำเนินการภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น **เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น มิได้มีเจตนาเพื่อการโฆษณายาหรือเครื่องมือแพทย์แต่อย่างใด การใช้ยาทุกชนิดควรอยู่ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น

บทความและโปรแกรมที่เกี่ยวข้อง
- ปากกาลดน้ำหนัก เหมาะกับใคร เกณฑ์ BMI และข้อห้าม
- ปักปากกาลดน้ำหนัก ผลข้างเคียง หิวไหม ต้องปรับอาหารไหม
- โปรแกรม Hunger Reset – Mounja
- โปรแกรม Hunger Reset – WeGo
- รีวิวปักตะกร้ากับโปรแกรม Hunger Reset
- กลืนบอลลูนในกระเพาะอาหาร ลดน้ำหนักได้จริงไหม
รายการอ้างอิง
Wilding, J. P. H., Batterham, R. L., Calanna, S., Davies, M., Van Gaal, L. F., Lingvay, I., McGowan, B. M., Rosenstock, J., Tran, M. T. D., Wadden, T. A., Wharton, S., Yokote, K., Zeuthen, N., Kushner, R. F., & STEP 1 Study Group. (2021). Once-weekly semaglutide in adults with overweight or obesity. The New England Journal of Medicine, 384(11), 989–1002. https://doi.org/10.1056/NEJMoa2032183
Jastreboff, A. M., Aronne, L. J., Ahmad, N. N., Wharton, S., Connery, L., Alves, B., Kiyosue, A., Zhang, S., Liu, B., Bunck, M. C., Stefanski, A., & SURMOUNT-1 Investigators. (2022). Tirzepatide once weekly for the treatment of obesity. The New England Journal of Medicine, 387(3), 205–216. https://doi.org/10.1056/NEJMoa2206038
Wilding, J. P. H., Batterham, R. L., Davies, M., Van Gaal, L. F., Kandler, K., Konakli, K., Lingvay, I., McGowan, B. M., Oral, T. K., Rosenstock, J., Wadden, T. A., Wharton, S., Yokote, K., & Kushner, R. F. (2022). Weight regain and cardiometabolic effects after withdrawal of semaglutide: The STEP 1 trial extension. Diabetes, Obesity and Metabolism, 24(8), 1553–1564. https://doi.org/10.1111/dom.14725
Hfocus. (2026, 14 กันยายน). อย. คุมเข้มปากกาลดน้ำหนัก "ยาควบคุมพิเศษ" เริ่ม 15 ก.ย. ต้องมีใบสั่งแพทย์. https://www.hfocus.org/content/2026/09/39494

English
中文 (中国)

สามารถติดตาม S’RENE by SLC ได้ที่